สมเด็จกับผ้าไทย

Share via email

20160223-1

ผ้าไทย….เกิดใหม่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ผุ้เขียน: ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

ผ้า….หนึ่งในปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่โบราณนานมามีการทอผ้าเพื่อใช้นุ่งห่ม แต่ละครอบครัวจะถ่ายทอดเคล็ดลับฝีมือการทอผ้า เทคนิกต่างๆ ทั้งสไตล์ รูปแบบลวดลาย การใช้สารธรรมชาติย้อมสีให้กับลูกหลานฝ่ายหญิง จึงนับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบัน ดังปรากฏในจดหมายเหตุและพงศาวดารครั้งสมัยสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการทอผ้าตามกลุ่มชนต่างๆของไทยทั่วไปเส้นทางชีวิตของผ้าไทย แม้ว่าจะถือกำเนิดมาหลายร้อยหลายพันปี   สำหรับประเทศไทยนักโบราณคดีพบหลักฐานที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงซึ่งบ่งชี้ว่ามีการใช้ผ้าไหมเมื่อ 3000 ปีก่อนแต่ลมหายใจก็แผ่วลงเกือบจะสะดุด เนื่องจากการเกิดของอุตสาหกรรมใหม่ ที่ผ้าและแฟชั่นจากต่างประเทศ หลั่งไหลเข้ามาในไทย หนุ่มสาวต่างตื่นเต้นกับของใหม่และทันสมัย จนเกือบจะลืมของเดิมที่เคยใช้….ผ้าไทย..กลายเป็นเครื่องนุ่งห่มของชาวบ้านต่างจังหวัด ที่ใครๆก็ลืมเลือนไป….

สถาบันพระมหากษัตริย์และเรื่องราวเกี่ยวกับการส่งเสริมผ้าไหมนั้น สามารถย้อนไปได้ถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการปลูกหม่อมเลี้ยงไหมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นอาชีพที่ทำกันในชนบทใช้กันในครัวเรือน ไม่มีการเลี้ยงไหม จึงต้องสั่งซื้อเส้นไหมจากต่างประเทศ ดังนั้น จึงโปรดเกล้าฯให้กระทรวงเกษตราธิการดำเนินการส่งเสริม การเลี้ยงไหมเพื่อลดการนำเข้า และจ้างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาสร้างสถานีเลี้ยงไหม ณ ทุ่งศาสาแดงและได้ยกแผนกไหมขึ้นเป็น “กรมช่างไหม” อีกทั้งสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีโรงทอผ้าอยู่ในพระตำหนักและล้มเลิกไป  ต่อมา สืบเนื่องจากอารยธรรมของตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศสยาม  ในช่วงนั้นสตรีนิยมสวมใส่ผ้าซิ่น ส่วนข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เปลี่ยนเครื่องแบบมานุ่งกางเกงแบบตะวันตก หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 7 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออกนโยบายรัฐนิยมเปลี่ยนให้สตรีสวมหมวก นุ่งกระโปรง ตัดเย็บด้วยผ้าแบบตะวันตก ทำให้ความนิยมในผ้าไหมลดลงและใช้กันอยู่ในวงจำกัด

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชนิยมเรื่อง การทรงผ้าไทยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศทรงหมั้น ได้มีนักหนังสือพิมพ์ชาวต่างประเทศ ขอพระราชทานสัมภาษณ์ ทรงกล่าวว่าจะสนับสนุน และ ส่งเสริมการแต่งกายที่เป็น แบบไทย

ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น ไม่ได้ทรงกล่าวแต่ลอยๆ แต่ทรงพิสูจน์ให้เห็นเมื่อพระคู่หมั้นได้แต่งพระองค์โดยใช้ทรงผ้าไทยและซิ่นไทยมาโดยตลอด ส่วนฉลองพระองค์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี พ.ศ.2493 ก็ได้ทรงใช้ชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทย ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ได้ทรงปฏิบัติตามพระราชปณิธาน ดังกล่าวอย่างมุ่งมั่นจนเป็นที่รู้โดยทั่วกันถึงพระราชกรณียกิจด้านนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรมาตั้งแต่พ.ศ.2498 และต่อมาได้ทรงแปรพระราชฐานเพื่อทรงติดตามพระราชกรณียกิจภาคต่างๆทุกปี ทรงพบเห็นความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ทุรกันดาร โดยเฉพาะอาชีพการเกษตรของราษฎรที่พึ่งพาฝนตามฤดูกาล จึงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะบรรเทาทุกข์ของราษฎรโดยทรงตั้งโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ทรงมีเป้าหมายเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่พระราชทานข้าวของซึ่งเป็นการช่วยเหลือระยะสั้น หากแต่ทรงหวังว่าราษฎรจะอยู่ดีกินดีกว่าเดิมในระยะยาว โดยลูกหลานได้รับการศึกษา ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

ต่อมาในปีพ.ศ 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯพระราชดำเนิน เยือน15 ประเทศอย่างเป็นทางการ หรือ State Visit  ซึ่งเป็นงานใหญ่ สมเด็จฯได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับการเตรียมฉลองพระองค์และกำเนิดของชุดไทยพระราชนิยมไว้ว่า “ สำหรับเครื่องแต่งกายชุดไทย ซึ่งข้าพเจ้ากะว่าจะใช้เป็นแบบฉบับในการตามเสด็จครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ขอให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค (ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาคพระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์) ไปพบกับอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย (ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และ อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ บุตรสาว) ให้ช่วยกันค้นคว้าเครื่องแต่งกายแบบไทยในสมัยต่างๆมาดูกัน แล้วให้อุไร ลืออำรุง (คุณหญิงอุไร ลืออำรุง ห้องเสื้อกรแก้ว) ช่างตัดเสื้อที่ตัดให้ข้าพเจ้ามานานปีช่วยเลือกแบบต่างๆที่ได้มาครั้งนั้น ประสมประเสกันจนเกิดมีแบบเสื้อชุดไทยขึ้นหลายชุด  แต่ละชุดเหมาะกับโอกาสและสถานที่ “

นอกจากนั้นก็ได้ทรงค้นคว้าการแต่งกายของเจ้านายฝ่ายในโดยทรงนำเอาพระรูปพระมเหสีของรัชกาลก่อนๆที่มีอยู่ในพระบรมหาราชวังและเจ้านายองค์อื่นๆมาทอดพระเนตรอย่างละเอียด และทรงสร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยมถึง 8 แบบ มีนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ  ดังนี้  ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์  ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี  ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยจักรพรรดิ และพระราชทานให้เป็นชุดไทยพระราชนิยมของสตรีไทย เฉกเช่น กิโมโนของหญิงชาวญี่ปุ่น หรือชุดกี่เพ้าของชาวจีน เพื่อใช้ในโอกาสต่างๆกัน ทั้งงานกลางวันและกลางคืน นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ชุดประจำชาติของไทยได้เผยความงามในโอกาสต่างๆ เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ผ้าไหม เครื่องประดับต่างๆ  อันเป็นเอกลักษณ์ของสตรีไทยยุครัชกาลที่ 9 และได้ทรงเผยแพร่ความงามของชุดไทยให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาขาวโลก ในการเสด็จฯเยือนต่างประเทศในครั้งนั้น เป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากมาย ทรงได้รับการจารึกพระนามลงในสถาบันอนุรักษ์แฟชั่นถาวรของโลกเนื่องจากทรงได้รับการโหวตเป็นสตรีผู้แต่งกายดีเด่นของโลกถึงสามครั้งและทรงได้รับยกย่องเป็นพระราชินีที่สวยที่สุดในโลก

ในการตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริโครงการแรกในปีพ.ศ.2506 สมเด็จฯทรงทราบว่า หมู่บ้านนี้ ชาวบ้านไม่สามารถออกหาปลาได้ในฤดูมรสุม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ส่งเสริมอาชีพการทอผ้าฝ้ายแก่หญิงชาวบ้านเขาเต่า เพื่อจะได้มีรายได้ช่วงสามีออกหาปลาไม่ได้ จากนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมกันทรงงานของทั้งสองพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงดูแลความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ  สภาพพื้นที่และภูมิอากาศ แหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ปัญหาการเพาะปลูก ศัตรูพืช ส่วนด้านสมเด็จฯ จะทรงดูแลชาวบ้านสตรีและเด็ก ผู้สูงอายุ ให้ทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากอาชีพเกษตรกร ซึ่งการทอผ้าเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด

ในปีพ.ศ.2513 มีอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จังหวัดนครพนม ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎร ณ อำเภอนาหว้า  ณ ที่นั้น สมเด็จฯทอดพระเนตรชาวบ้าน แต่งตัวดีที่สุดที่เขามีอยู่เพื่อรอรับเสด็จฯ  ผู้หญิงนุ่งซิ่นไหมสวยงาม  …

“ท่านทอดพระเนตรซิ่นของชาวบ้านที่นุ่งอยู่มีลวดลายสวยงามก็ทรงขอซื้อ ตอนแรกชาวบ้านก็ไม่ขายบอกว่าทอไว้นุ่งเอง ในที่สุดก็ขาย ถอดถวายเลย เพราะพวกนี้เขาใส่ผ้านุ่งเก่าไว้ข้างใน ใส่ผ้าสวยไว้ข้างนอกอยู่แล้ว ส่วนคนที่มีฐานะหน่อยเขาก็ถวายไม่เอาสตางค์ แต่ท่านก็พระราชทานเพื่อช่วยเขา” ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ในสมเด็จฯเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้น

ซิ่นที่สวยงามนั้นคือแรงบันดาลพระราชหฤทัยในการส่งเสริมให้ราษฎรทอผ้าไหมเป็นอาชีพเสริม และเป็นต้นกำเนิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  เนื่องจากเมื่อทรงซักถามถึงการทำมาหากิน ได้ทรงทราบว่านอกจากการทำนาทำไร่แล้ว ราษฎรยังปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไว้ใช้เองเป็นส่วนใหญ่ ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการฯ และท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการฯ  ภายในชื่อรหัสวิทยุสื่อสารที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า  “คณะราตรี”  ไปลงพื้นที่เพื่อดูและขอซื้อผ้าจากชาวบ้าน ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

“เข้าไปขอซื้อผ้าจากชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์กับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ (ทีขะระ) ปรากฎว่าขายพ่อค้าคนกลางไปแล้ว หรือไม่ก็เอาไปแลกข้าวสาร เพราะขัดสนเงิน ตอนแรกไม่ยอมขายให้เพราะกลัวไม่ได้เงิน ซักไปซักมา ปีนขึ้นไปเอามาให้ดูอีกผืน พับยาวๆ ซ่อนไว้บนขื่อกันขโมย เขาบอกว่าเก็บไว้เผื่อต้องการเงินฉุกเฉิน ต้องขอซื้อแทบตาย  พระราชทานมากกว่าพ่อค้าที่กดราคารับซื้อ  ตอนหลังก็เลยทอถวายหมด” ท่านผู้หญิงพึงจิตต์เล่าถึงบรรยากาศช่วงแรกๆ

เมื่อข้าราชบริพารลงพื้นที่ สมเด็จฯจะทรงแนะนำละเอียดถึงการบันทึกข้อมูลหลายประการ เช่น เมื่อไปถึงหมู่บ้านแล้ว เวลาซื้อผ้าจากชาวบ้าน ให้ไต่ถามความเป็นอยู่ราษฎรและจดบันทึกความเดือดร้อนของชาวบ้าน และอย่าดูเพียงการแต่งกายแต่ให้ดูสีหน้าแววตาแสดงความทุกข์ด้วย อีกทั้งหากเห็นผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าถูเรือนเก่าๆก็อย่ามองข้ามเพราะอาจพบลายผ้าโบราณสวยงามก็ได้ ต่อมา ข้าราชบริพารได้ขอโดยเสด็จพระราชกุศล รวบรวมผู้มีจิตศรัทธานำเงินขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขึ้น เมื่อพ.ศ. 2519

เมื่อมูลนิธิฯเป็นที่คุ้นเคยกันกับผู้ทอ สมเด็จฯได้ทรงอุตสาหะปรับปรุงคุณภาพของผ้า โดยทรงสร้างสรรค์เพิ่มเติม เช่น ขยายผ้าให้หน้ากว้างขึ้น  ทรงแนะเรื่องสีย้อมที่ใช้สีธรรมชาติ หรือโครงสีสวยสง่าดูคลาสสิค ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป  ลวดลายละเอียด ไม่โตมาก และฝีมือทอผ้าให้เรียบแน่น สม่ำเสมอ และทรงนำมาตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ จากนั้น ได้ทรงฉลองพระองค์นั้นให้ชาวบ้านเห็นเวลาเยี่ยมราษฎรเป็นกำลังใจทอผ้าให้ดีและมากขึ้น

การทรงงานของสมเด็จฯ ท่านจะเสด็จฯลงพื้นที่ และประทับกับพื้น ช่วงแรกๆจะปูพระแท่นด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าเต๊นท์ทหาร พร้อมโต๊ะพับได้ ต่อมาพัฒนาให้มีกระโจมพับได้ และศาลาทรงงานตามลำดับ  มีโต๊ะเตี้ยขนาดใหญ่เพื่อทรงพระอักษร  จะทรงงานตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็นค่ำ ไปจนดึกถึงค่อนสว่างโดยไม่ทรงพักผ่อน บางครั้งไม่เสวยพระกระยาหาร มีไฟฉายให้ทรงงานเพราะพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า  บนโต๊ะทรงงาน จะมีผ้าทอฝีมือชาวบ้าน ฉลองพระเนตร เอกสารข้อมูลราษฎร ไฟฉาย สมุดตัวอย่างผ้า ฯลฯ ทรงจดเรื่องราวของผู้ทอพร้อมบันทึกเพิ่มเติมด้วยลายพระหัตถ์ ทรงซักถามอย่างละเอียด ไม่เฉพาะชื่อและอาชีพ แต่ทรงห่วงใยไปถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวของราษฎรด้วย เช่น ในเอกสาร ได้ทรงบันทึกเพิ่มเติมว่า  “เอาไปภูพิงค์ ฝีมือทอผ้าฝ้ายแปลกดีมาก เขามีลูก 6 ขวบ ให้เอาไปด้วย หนาวจัด ระวังเด็ก”

เพื่อร่วมกันช่วยเหลือและส่งเสริมให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น สมเด็จฯ ทรงเผยแพร่การใช้ผ้าไหมทอพื้นเมืองโดยเฉพาะไหมมัดหมี่ โดยทรงเป็นผู้นำการใช้ผ้าไหมมัดหมี่ในทุกโอกาส ในส่วนพระองค์จะโปรดใช้ผ้าไหมมัดหมี่ฉลองพระองค์ทั้งแบบไทย และแบบสากล ทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆทั้งภายในประเทศ และเวลาเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ทรงนำไปเผยแพร่ให้กับทั้งพระราชอาคันตุกะและพระสหายต่างชาติเสมอๆ ทั้งโปรดให้ข้าราชบริพารสวมใส่ผ้าไหม มีการออกแบบตัดเย็บทันสมัย แสดงแบบให้เห็นว่า ผ้าไทยสามารถนำมาตัดเย็บได้สวยงามไม่แพ้ของนอก

ในด้านการเผยแพร่ผ้าไทยสู่ชาวโลก  สมเด็จฯ ทรงพระวิริยะอุตสาหะทุกวิถีทางที่จะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เห็นความงดงามที่มีคุณค่าของผ้าไทย โดยทรงนำไปจัดแสดงในประเทศ เช่นในงานศิลป์แผ่นดิน งานสืบสานสมบัติศิลป์ งานรังสรรค์ปั้นแต่ง และในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เป็นต้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการประกวดผ้าไทยและแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ณ พระตำหนักภูพาน จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันย้ายมาตัดสินที่กรุงเทพฯ)  และทรงเชิญดีไซเนอร์ระดับโลกและชั้นนำของไทย มาชมการประกวดเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ผ้าไหมของไทย ตัดเย็บเสื้อในตลาดสากล

นอกจากงานทอผ้าไหมมัดหมี่ภาคอีสาน ยังทรงส่งเสริมหัตถกรรมไทยอื่นๆ เช่น ผ้าไหมแพรวา ผ้าปักชาวไทยภูเขา  ผ้าปัหซอยแบบไทย ถมเงินถมทอง งานประดับปีกแมลงทับ เครื่องปั้นดินเผา งานจักสานไม้ไผ่ลายขิด งานจักสานย่านลิเภา  เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก และอื่นๆอีกมากมาย อีกทั้งทรงสนับสนุนการจัดทำเครื่องแต่งกายโขนพระราชทาน หรือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกิดขึ้นโดยพระราชประสงค์ ที่จะทรงอนุรักษ์การแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ให้ดำรงอยู่สืบไป

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชปรารภว่า ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน โดยทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการฯ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเร็วๆนี้

สำหรับช่องทางในการจำหน่าย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์จากมูลนิธิศิลปาชีพฯ ในโอกาสต่างๆ เช่น  สวนอัมพร รวมทั้งเปิดร้านจิตรลดาและร้านศิลปาชีพ หลายสาขา อาทิ ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งวิมานเมฆ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานกรุงเทพฯฯลฯ  ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไทยจากฝีมือราษฎรในโครงการศิลปาชีพแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ข้าราชบริพาร ข้าราชการชั้นผุ้ใหญ่ ตลอดจนวงการสังคมไทยทุกระดับหันมาใช้ผ้าไทยตัดเย็บเพื่อใช้ในโอกาสต่างๆ โดยจำหน่ายต่ำกว่าทุน เพื่อสนองแนวพระราชดำริ “ขาดทุนคือกำไร” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงมีแนวคิดว่ากำไรนั้นคือประชาชนมีอาชีพเสริ มเลี้ยงครอบครัวลืมหน้าอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรี อีกทั้งได้อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยไปด้วย

พระราชกรณียกิจและพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและระดับโลก ทรงมีผลงานที่ได้ทรงปฎิบัติมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีปรากฎผลเป็นรูปธรรม ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในปีพ.ศ.2522 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญเซเรส ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีและประชาชนในชนบท และองค์การยูเนสโก (UNESCO) ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองโบโรพุทโธและประกาศเกียรติคุณในฐานะที่ทรงส่งเสริมงานด้านศิลปะและการสร้างสรรค์โดยเฉพาะงานด้านหัตถกรรมสิ่งทอรวมทั้งอนุรักษ์ฟื้นฟูผ้าไทยไม่ให้สูญหายรวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทมาอย่างยาวนาน ในปีพ.ศ. 2535  ฯลฯ

กาลเวลาผ่านไปอย่างยาวนาน ได้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยแล้วว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็น “องค์ราชินิศิลปิน” ผู้สร้างสรรค์ ฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม ปรับปรุงคุณภาพและเผยแพร่ผ้าไทย ศิลปะการแสดงและประณีตศิลป์ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ฟื้นคืนมา เป็นการพลิกฟื้นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยที่อาจตายลงไปโดยไม่มีผู้สืบทอดเนื่องจากเทคโนโลยีและการหลั่งไหลของความนิยมตะวันตก ทำให้ชาวไทยละเลยมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่ามีการอนุรักษ์ลายผ้าโบราณที่เกือบสูญหายไป นับเป็นความภาคภูมิใจและซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยในพระมหากรุณาธิคุณของคนไทย และความชื่นชม ยกย่องจากชาวโลกได้อย่างดีเยี่ยม

แหล่งอ้างอิง

สัมภาษณ์ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ พระราชนิพนธ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ศิลปาชีพ : พระหัตถ์ที่ทรงงานของแผ่นดิน โดยพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

สารานุกรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย – ภูมิปัญญาผ้าไทย จัดทำโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)   http://app1.bedo.or.th/fabric/GeneralInfo.aspx?id=1

นิตยสารวิมานเมฆ ฉบับที่ 44 ประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ.2547

 

Share via email

You may also like...