84 การณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Share via email

108302845

King of the Kings

เรียบเรียงโดย “จินต์ชญา” ที่มา: นิตยสาร HELLO

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ชีวิตณ ต่างแดนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น  ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาหากทรงประสงค์ จะทรงเป็นพลเมืองอเมริกันได้ด้วย นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในโลกที่ประสูติในสหรัฐอเมริกาหรือ born in the U.S.A ทรงใช้ชีวิตช่วงต้น ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

1.ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกทุกพระองค์เป็นการลำลองว่า ” บี๋” “นันท” และ “เล็ก” ส่วนทุกพระองค์ทรงเรียกพระมารดาว่า “แม่”

 

2.ทรงมีพระยศ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” แต่แรกประสูติ ต่างจากพระเชษฐภคินีและพระเชษฐาธิราช ซึ่งประสูติด้วยยศ “หม่อมเจ้า” และรัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาขึ้นเป็นชั้น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” ภายหลัง

 

3.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อยๆ

 

ทรงประสบอุบัติเหตุเนื่องด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อค่ำวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระอาการค่อนข้างสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์ ก็ได้กระจายข่าวทั่วโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ผู้มีชันษาครบ 20 แห่งประเทศไทย ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เแถบพระพักตร์และพระเศียร แต่ไม่มีพระอัฐิส่วนใดแตกหรือเดาะเลย พระโลหิตตกมาก พระเนตรข้างขวาเศษกระจกเข้า หลังจากทรงรักษาพระองค์อยู่พักใหญ่ พระอาการดีขึ้น ทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนปกติ

 

4.ทรงพบรักกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร วัย 15 ปี  พระธิดาของนายพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ภายหลังสถาปนาขึ้นเป็น พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทรบุรีสุรนาท) และม.ล.บัว กิติยากร เมื่อพระชนมพรรษาเพียง 20 เศษๆ ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยการพบกันครั้งแรก ออกจะไม่เหมือนในนวนิยาย เพราะรถพระที่นั่งเกิดเสีย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเสด็จถึง ทำให้คุณหญิงสิริกิติ์ที่รอเฝ้าอยู่นาน ทั้งหิว ทั้งเบื่อ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอคอยถอนสายบัว” \

 

5.สิ่งที่เชื่อมทั้งสองพระองค์เข้าด้วยกันก็คือดนตรี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มหัดเล่นดนตรีด้วยเพลงคลาสสิคและทรงสนใจดนตรีแจ๊ซภายหลัง โปรดดนตรีแจ๊ซประเภท Dixieland Jazz เป็นพิเศษ โปรดหลุยส์อาร์มสตรอง และนักดนตรีแจ๊ซยุคเก่าๆ โดยถ้าเป็นแผ่นเสียงเพลงคลาสสิค สมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงซื้อให้ แต่ถ้าเป็นเพลงแจ๊ซ ต้องทรงซื้อเอง

 

ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโปรดดนตรีคลาสสิค โดยเฉพาะเพลงของคีตกวีของโลก เช่น โชแปง เพลงที่โปรดมากคือ Etude No.3 Op.10 Tristesse (พี่ตุย ตรงอีตัวกลางมีอักซองด้วย แต่คอมนี้ไม่มีภาษาฝรั่งเศส) และ Nocturne, Polonaise Militaire , Revolutionary นอกนั้นก็จะเป็นเพลง Serenade ของ Schubert และเพลงของคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ของโลกท่านอื่นๆ คือ Beethoven, Mozart, Tchaikovsky เป็นต้น ได้ทรงเรียนเปียโนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และทรงตั้งใจจะเป็นนักเปียโนอาชีพ โดยจะทรงเข้าศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส

 

6.เพลงแห่งความหลังของทั้งสองพระองค์คือเพลงภาษาอังกฤษที่โด่งดังในยุคนั้น เช่น   When I grow to old to dream, When you were sweet sixteen, Always, Together, Forever and ever, You’re breaking my heart, Now is the hour,  You are my heart’s delight  เป็นต้น

 

7.เรื่องการทรงดนตรี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เคยทรงเล่าไว้ว่า เมื่อทรงศึกษาอยู่ในโรงเรียนทั้งในประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ทรงเรียนขับร้อง แต่ไม่ได้เรียนโน้ต เมื่อพระชนมายุได้ 13 ปี ได้ทรงเรียนแอคคอร์เดียนได้ไม่มากนัก สมเด็จพระพี่นางฯ และพระเชษฐา ทรงเรียนเปียโน ส่วนพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเรียน แต่เมื่อมีพระชนม์ได้ประมาณ 14-15 ปี ได้เสด็จฯไปที่ภูเขา ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีที่เขาเล่นที่โรงแรมก็โปรด มีพระราชประสงค์จะทรงแตร แต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไม่ทรงเห็นด้วย เพราะเหตุว่าการเป่าแตรต้องใช้กำลังมาก อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพได้ จึงทรงผ่อนผันให้เล่นแซกโซโฟนแทนแซกโซโฟนส่วนพระองค์ที่ทรงเล่นตอนนั้นเป็นของใช้แล้วราคา 300 ฟรังค์สวิส  พระมารดา พระราชทานเงินสนับสนุน 150 ฟรังค์ ส่วนอีก 150 ฟรังค์เอาเงินพระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ทรงเข้าหุ้นกันออก

 

8.ทรงเล่นดนตรีได้เกือบทุกประเภทนอกจากแซกโซโฟน ที่เคยทรงศึกษากับครูคือ คลาริเนต ทรัมเปต ทรัมโบน โดยเข้าชั้นเรียนครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชท์ (Wey-brecht) สัปดาห์ละสองครั้ง นอกจากการเล่นเครื่องดนตรีแล้ว ครูยังสอนวิชาการดนตรีรวมทั้งการเขียนโน้ต สเกลต่างๆ ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆทรงหัดด้วยพระองค์เอง คือ เปียโน กีตาร์ ขลุ่ย ตั้งแต่พระชนม์ราว 16 พรรษาหลังๆทรงหัดไวโอลินด้วย ทรงมีพระปรีชาสามารถเขียนโน้ตด้วยคอมพิวเตอร์ และยังซ่อมเครื่องดนตรีได้เพราะเรียนรู้จากร้านซ่อม-ขายเครื่องดนตรีที่ทรงรู้จัก  ในยามว่างพระราชกรณียกิจ โปรดทรงดนตรีเป็นที่ยิ่ง โดยเป็นที่รู้กันในหมู่ข้าราชบริพารว่า หากงานในพระราชวัง เสด็จขึ้นทรงดนตรีแล้ว จะทรงติดต่อกันหลายชั่วโมงจากดึกจนอาจถึงสว่าง ส่วนสมเด็จฯ ทรงเปียโนเป็นประจำจนกระทั่งทุกวันนี้ และช่วงหลังทรงหัดพิณฝรั่ง หรือ ฮาร์ปด้วย

 

 

9.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน” เป็นเพลงแรก เมื่อมีพระชันษา 18 พรรษาใน พ.ศ. 2489 จากนั้นจนถึงปัจจุบัน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้นรวม 48 เพลง ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะ ประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย

 

ผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ เป็นที่ยอมรับในระดับโลก  เมื่อครั้งเสด็จฯเยือนประเทศออสเตรียอย่างเป็นทางการ  วงดุริยางค์ซิมโฟนีออเคสตร้าแห่งกรุงเวียนนา ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “มโนราห์”  “สายฝน” “ยามเย็น”  “มาร์ชราชนาวิกโยธิน”  และ “มาร์ชราชวัลลภ” ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2507 และถ่ายทอดเสียงไปทางวิทยุทั่วประเทศ สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดง)  ได้ทูลเชิญเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์  ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกและมีพระชนม์เพียง 37 พรรษา

 

10.ส่วนเพลงพระราชนิพนธ์ร่วมกับข้าราชบริพาร ที่ไม่ได้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ  คือเพลง “ผู้สละแล้วทุกสิ่ง” โดยทรงพระราชนิพนธ์ทำนองร่วมกับ ศ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ คำไว้อาลัยเป็นพระราชนิพนธ์ชองสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนเนื้อร้องประพันธ์โดย ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร เพลงนี้เป็นเพลงปลุกใจกล่าวถึงวีรกรรมของ พันโท เจริญ ทองนิ่ม วีรบุรุษแห่งยุทธภูมิเขาค้อ จ.อ.สันติ ลุนเผ่ รน.ผู้ขับร้อง เคยเล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามถึงโน้ตเพลงบางตัว และตรัสว่า หากร้องยากจะทรงแก้ไขให้ แต่เขาเองกราบบังคมทูลว่าหากทรงพระราชนิพนธ์มาแล้ว ต้องร้องให้ได้

 

11.มีเรื่องเล่าจากบันทึกส่วนพระองค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ประพันธ์คำร้องเพลงพระราชนิพนธ์ “เทวาพาคู่ฝัน” และ “อาทิตย์อับแสง” ถวายว่า  ในช่วงที่ทรงเริ่มรู้จักชอบพอกับ ม.ร.ว. สิริกิติ์ กิติยากร อยู่นั้น ต่างห่างไกลกันคนละประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส) เมื่อต้องทรงจากกันก็เปรียบเหมือน “อาทิตย์อับแสง” และในพระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์ก็คงทรงหวังให้ “เทวาพาคู่ฝัน”มาให้

12.วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492  วันเกิดครบ 17 ปีของม.ร.ว.สิริกิติ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์มาร่วมงานเลี้ยงด้วย ณ กรุงลอนดอน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศข่าวทรงหมั้นเพื่อคนไทยได้รับรู้ โดยพระธำมรงค์เพชรที่ทรงหมั้น เป็นองค์เดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบแด่สมเด็จพระบรมราชชนนี

.

13.วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระราชทาน ณ วังสระปทุม รุ่งขึ้นเสด็จฯทางรถไฟไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทุกจังหวัดที่ผ่าน มีราษฎรมาเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่นเพื่อถวายของ จนทำให้รภไฟต้องแล่นไปอย่างช้าๆ กว่าจะถึงหัวหินก็เป็นเวลาหลายชั่วโมง ที่สถานีรถไฟหัวหินก็ทรงทักทายราษฎรที่มาเฝ้าทั้งจากหัวหินและจังหวัดใกล้เคียงมากมาย  ระหว่างเสด็จฯฮันนีมูน ทั้งสองพระองค์ทรงพระสำราญมาก สมเด็จฯทรงโปรดเสด็จฯไปซื้อของที่ตลาดหัวหิน ส่วนพระเจ้าอยู่หัว ประทับในวังไกลกังวลและตอนเย็นๆทั้งสองพระองค์มักจะเสด็จลงสรงน้ำทะเล

 

14.หลังจากนั้น เสด็จฯกลับไปยังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่  5 พฤษภาคม พ.ศ.2493  ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง  พระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และที่สำคัญประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ส่วนม.ร.ว สิริกิติ์ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”

 

15.วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เวลา 19.54 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงประทับแรม ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง รุ่งเช้า จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระราชพิธีนี้มีมาแต่โบราณ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องบรรทมบนพระแท่นนี้หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ช้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯเข้าไปค้างแรมด้วย เล่าว่าบรรยากาศในพระที่นั่งขรึมขลัง ศักดิ์สิทธิ์มากต้องกราบไปรอบทิศ  ไม่รู้จะเอาเท้าไปทางทิศใด

 

16.เสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2493  เนื่องจากหลังจากที่มีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จฯไปประทับยังต่างประเทศชั่วคราว รัฐบาลสมัยนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเป็นรัฐบาลเผด็จการ  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่ทางการมองว่าเป็นเพียงสัญญลักษณ์แห่งประมุขของประเทศเท่านั้น

 

17.ขณะประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ณ พระตำหนักวิลล่า วัฒนา เลขที่ 51 Chamblandes dessus, Lausanne, (Vaud)Pully. ซึ่งเป็นตึกแบบยุโรป สูงสามชั้นมีห้องใต้ดิน ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนสามัญชน  ชาวสวิสทั่วไปเรียกทั้งสองพระองค์ว่า Monsieur (Le Roi) และ Madame(La Reine) ทรงดำเนินชีวิตประจำวันแบบยุโรป เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปมหาวิทยาลัย สมเด็จฯจะเสด็จไปเฝ้าพระชนกชนนีที่ “ตำหนักเล็ก” ใกล้ๆ หรือทรงเปียโนเพลงที่ทรงศึกษา  ข้าราชบริพารที่นั่นขานพระนามสมเด็จพระราชชนนีว่า “สมเด็จใหญ่” พระพี่นางเธอว่า “สมเด็จหญิง” และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า “สมเด็จเล็ก” บางครั้งทรงมีพระราชานุกิจบ้าง เช่น มีแขกสำคัญๆมาร่วมโต๊ะเสวย ร่วมเครื่องว่าง หรือเชิญเสด็จฯไปเสวยตามโรงแรมมีชื่อในเมืองต่างๆ

 

18.ในช่วงประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ พระเจ้าอยู่หัวโปรดการขับรถพระที่นั่งเอง ทรงขับรถพระที่นั่งเปิดประทุนยี่ห้อ “เดลาเฮย์”สีแดงกำมะหยี่ หลังคาดำ  ขึ้นไปบนภูเขากับสมเด็จฯ ทรงปฎิบัติพระองค์เรียบง่าย เมื่อเสด็จฯกลับจะทรงล้างรถยนต์เอง  ในช่วงหลัง บางครั้งจะทรงขับและให้ราชองครักษ์นั่งคู่ไปด้วย

รถพระที่นั่งในปัจจุบันเวลาเสด็จฯงานเป็นทางการ คือรถยนต์มายบัค 62 สีครีม ทะเบียน ร.ย.ล 1 มีสัญญลักษณ์ครุฑตรงประตูด้านหลัง ที่ใช้แทนรถยนต์พระที่นั่ง โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม ซิกซ์ (VI) ซึ่งทรงมานานถึง 30 ปี (รถพระที่นั่งคันนี้ มีครุฑหน้ากระโปรงรถแทนสัญญลักษณ์ The Spirit of Ecstasy ที่อยู่หน้ารถเดิม)  และมายบัค 62 สีครีม เลขทะเบียน 1ด-1992 ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งสำรองในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นกฎว่าต้องมีรถยนต์พระที่นั่งสำรองในขบวนเสด็จทุกครั้ง เผื่อว่ารถยนต์พระที่นั่งขัดข้อง  มายบัค 62 สีน้ำเงิน ตัดด้วยสีทอง เลขทะเบียน 1ด-1991 และ Mercedes-Benz S600 LWB ทะเบียนร.ย.ล.901 ทรงใช้ในราชการประจำพระองค์ อีกคันที่โดดเด่นคือ รถยนต์คาดิลแลค ดีทีเอส เลขทะเบียน ร.ย.ล.960 เปิดประทุน ทรงใช้ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์   นอกจากนั้นก็มีรถพระที่นั่งคันอื่นๆอีกมากมาย ทั้งรถยนต์ยุโรปหรือญี่ปุ่นแล้วแต่จะมีใครถวายมา

 

19.ส่วนเครื่องบินพระที่นั่งเป็นเครื่องบิน Boeing 737-800 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเจิมเครื่องบินพระที่ลำใหม่ที่กองทัพอากาศน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี หมายเลข 55-555 แทนเครื่องพระที่นั่ง 737-4Z6 ลำเดิม ปัจจุบันจึงมีรหัสเรียกขานว่า “วิหกตองห้า” ใช้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งหลัก  และ แอร์บัส A319-115X CJ ใช้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งสำรอง

 

20.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงงานเองทุกอย่าง  ทรงยกของ จัดของ ทรงละเอียดรอบคอบในการทำงานทุกชนิด แม้กระทั่งมีสิ่งของเครื่องใช้เสีย บางครั้งจะทรงซ่อมเอง

 

ห้องทรงงานส่วนพระองค์ อยู่ภายในห้องพระบรรทมบนชั้น 3 ของพระตำหนักสวนจิตรลดาฯ เป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3 x 4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ และอื่นๆอย่างครบวงจร ในห้องทรงงาน โต๊ะทรงงานก็เต็มไปด้วยของส่วนพระองค์และสิ่งประกอบการทรงงานต่างๆที่กองๆไว้และไม่โปรดให้ใครย้ายที่เวลาทำความสะอาด ส่วนมากเวลาทรงงานจะประทับกับพื้น  ส่วนผนังห้องโดยรอบเป็นแผนที่ทางอากาศแสดงถึงพื้นที่หมู่บ้านแม่น้ำ ภูเขาและป่าอย่างละเอียด นอกจากแผนที่ในห้องทรงงาน บนพระตำหนักจะมีห้องแผนที่ เก็บแผนที่ไว้โดยเฉพาะ  ข้างๆ ห้องจะเปิดออกไปเป็นเฉลียงเล็กๆ จะทรงปลูกไม้เพาะทดลองไว้หลายพันธุ์ ทรงรดน้ำต้นไม้ คราวหนึ่งทรงปลูกถั่ว พระองค์เฝ้ามองการเจริญเติบโต พอถั่วออกผลก็จะทรงเก็บเมล็ดถั่วให้นกกินด้วย

 

แม้ว่าขณะนี้จะประทับที่โรงพยาบาลศิริราช  ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมานี้ พระองค์ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่ แต่ละวันทรงงานและให้เจ้าหน้าที่กราบทูลรายงานสถานการณ์น้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อมูลทั้งในส่วนของโรงพยาบาลศิริราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการทอดพระเนตรริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ่อยครั้ง  ทรงปรับห้องประทับพักผ่อน มาเป็นห้องทรงงานส่วนพระองค์ ที่บริเวณชั้น 16 เพื่อพระราชทานพระราชดำริแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม

 

21.ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร เคยเล่าว่าทั้งสองพระองค์ทรงมีพระอารมณ์ขันอย่างยิ่ง แต่พระเจ้าอยู่หัวมองภายนอกจะทรงดูเคร่งขรึมเป็นนิตย์ ทรงพระสรวลยาก ซึ่งต่างจากพระอุปนิสัยร่าเริงสมัยเมื่อเป็นพระอนุชาเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆที่ทรงผ่านมา ส่วนสมเด็จฯทรงร่าเริง ช่างเล่น บางครั้งอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่สบายพระทัยบ้างแต่ทรงคลี่คลายด้วยความที่ทรงมีพระอารมณ์ดีของพระองค์

 

สมัยที่ประทับยังต่างประเทศ พระเจ้าอยู่หัวเคยทรงซื้ออุปกรณ์ต่างๆมาแกล้งข้าราชบริพารโดยเฉพาะ เช่น ทรงซื้อกล่องแป้งมาฝาก (ต้องเปิดแล้วมีตัวอะไรยาวๆพุ่งออกมา)  ขวดพีนัทบัตเตอร์ (รับสั่งให้ทาขนมปังกรอบ) หน้ากากผี  มือผี  หรือเดินไปเหยียบอะไรที่ท่านทรงวางกับดักไว้ดังปัง และปืนจุดบุหรี่ที่จุดแล้วดังปัง ส่วนสมเด็จฯเคยทรงเป็นสไตลิสต์ ให้ท่านผู้หญิงแต่งตัวด้วยของส่วนพระองค์เต็มที่ เข็มกลัดเต็มหน้าอก ทาหน้าทาปากทำผมจุก ผูกโบว์ ใส่สร้อยกำไล ให้ขึ้นไปนั่งบนพระเก้าอี้ ไขว่ห้าง ใส่แว่น คาบบุหรี่แล้วขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายรูป

 

22.ในเรื่องที่ทรงเคร่งขรึม ไม่ค่อยแย้มพระสรวล ครั้งหนึ่งทรงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อครั้งเสด็จฯเยือนอเมริกาอย่างเป็นทางการว่า …

“เพราะเหตุใดพระองค์ถึงไม่ทรงพระสรวลบ้างเลย เวลาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว”

พระองค์ทรงชี้ไปที่สมเด็จฯที่ประทับอยู่ข้างๆ พระองค์ พร้อมกับตอบคำถามที่นักข่าวคนนั้นถามว่า …

“She’s my smile”

เมื่อนักข่าวมองไป สมเด็จฯ ก็ทรงพระสรวลให้กับนักข่าวต่างประเทศเหล่านั้น …

 

23.ทรงตั้งพระนามลำลองให้กับพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ โดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “ปูเป้” เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “ตุ๊กตา”  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “ชาย”  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “น้อย” และพระบิดาทรงตั้งพระนามอีกฉายาหนึ่งว่า “สลาตัน” เพราะว่าทรงวิ่งได้อย่างรวดเร็วมาก และเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “เล็ก” เช่นเดียวกับทูลกระหม่อมพ่อ ส่วนครอบครัวของสมเด็จพระนางเจ้าฯคือ ม.ร.ว. กัลยาณกิติ์ ม.ร.ว. อดุลยกิติ์ ม.ร.ว. สิริกิติ์ และม.ร.ว. บุษบา มีชื่อเล่นว่า “กร๋อย อ้วน สิริและบุ๊บ” ตามลำดับ

24.โปรดตั้งชื่อเล่นให้กับข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิด เช่น ทรงตั้งชื่อ ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตรว่า “จู๋”  เนื่องจากทรงเห็นว่าตัวเล็กและรวดเร็ว สั่งอะไรยังฟังไม่จบก็วิ่งไปทำ บางครั้งก็ถูกบางครั้งก็ผิด สมเด็จฯทรงตั้งเพิ่มว่า “นางสาวพึงจู๋ พิมพ์วานร”  แล้วยังทรงเขียนแก้จากชื่อจริงตามหน้าปกสมุดเสียอีก ภายหลังเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ สมเด็จฯจึงทรงเปลี่ยนชื่อพระราชทานว่า “เจี๊ยก” เวลาทรงเรียกต้องขานว่า “คร่อก”  อันมีความหมายคงเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงยาวบาน สีเขียวน้ำทะเลตัดกับผิว นั่งพับเพียบเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “แมลงวันหัวเขียวในฝาชี” ส่วนท่านผู้หญิงออมทรัพย์ สุจริตกุลนั้น ทรงตั้งว่า “เจดีย์ตั้งฐาน”  ท่านผู้หญิงวรามาส สุนทรภัค สมเด็จฯทรงเรียกว่า “จิงโจ้” พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ ทรงเรียก “ผี” ย่อจาก “ผีรดี”

 

25.เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยใน พ.ศ. 2494 แล้วประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพราะระหว่างนั้นมีการก่อสร้างเพิ่มเติมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ได้ทรงรวบรวมพระประยูรญาติบางองค์และพระสหายสนิทมาเล่นดนตรีกันและพระราชทานชื่อวงนี้ว่า “วงลายคราม” ขึ้นเป็นวงดนตรีส่วนพระองค์วงแรก

 

ในปี พ.ศ. 2495  กรมประชาสัมพันธ์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องส่งวิทยุกำลังส่ง 100 วัตต์ ซึ่งมีทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้ง “สถานีวิทยุ อ.ส.” ขึ้นที่พระที่นั่งอัมพรสถาน (ตัวอักษรย่อ อ.ส. ทรงนำมาจากคำว่า พระที่นั่งอัมพรสถาน) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางให้ความบันเทิงและสาระประโยชน์ ตลอดจนข่าวสารต่างๆ แก่ประชาชน ได้ย้ายมาตั้งในบริเวณสวนจิตรลดา  ต่อมา มีการปรับปรุงวงดนตรีลายคราม เนื่องจากนักดนตรีกิตติมศักดิ์เหล่านั้นเริ่มทรงพระชรามากขึ้น ไม่สามารถมาร่วมเล่นดนตรีได้อย่างเต็มที่ จนเหลือแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและศ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เท่านั้น ศ.แมนรัตน์ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตหานักดนตรีเข้ามาถวายงานเพิ่มเติมจนครบวงให้สามารถเล่นต่อไปได้ จึงได้รับพระราชทานชื่อวงใหม่นี้ว่า “วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์”

 

26.ลักษณะพิเศษของ วง อ.ส.วันศุกร์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง ออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุเป็นประจำทุกวันศุกร์ เป็นการเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ติดต่อกับพระเจ้าอยู่หัวได้ง่ายขึ้น บางครั้งทรงจัดรายการเพลงและทรงเลือกแผ่นเสียงในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการขอเพลงด้วยและจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เอง

 

บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ คือ บรรเลงในงาน วันทรงดนตรี ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานกว่าสิบปี ในปัจจุบันเมื่อทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ประเพณีวันทรงดนตรีจึงได้ยกเลิกไป แต่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรีจากสถาบันต่างๆ ทั้งราชการและเอกชน รวมทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา หมุนเวียนกันมาบรรเลงดนตรีเป็นประจำ ณ สถานีวิทยุ อ.ส.

 

นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์วาตภัยแหลมตะลุมพุก ได้อาศัยวงดนตรี อ.ส. ประกาศชักชวนประชาชนบริจาคทรัพย์ สิ่งของ ฯลฯ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเป็นต้นจุดกำเนิดของ “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์”

 

27.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงินสามล้านบาทให้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ และพระราชทานนามว่า “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใน “พระบรมราชูปถัมภ์” กับทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธินี้ด้วย ชื่อของมูลนิธินี้หมายความว่า “พระราชา” และ “ประชาชน” อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน เป็นการแสดงน้ำพระทัยว่า เวลาทำงานควรจะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ โดยได้ทรงมีพระราชดำริว่าภัยธรรมชาติหรือสาธารณภัยอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ไม่มีผู้ใดจะคาดหมายได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นที่แหลมตะลุมพุกจังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดภาคใต้

 

มูลนิธิฯ ได้ทุนดำเนินงานจากเงินส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล จากผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาค จากทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้ และจากดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินอันเป็นทุนของมูลนิธิฯ ปัจจุบัน บริหารโดยนายกมูลนิธิฯ นายขวัญแก้ว วัชโรทัย และนายดิษธร วัชโรทัย ประธานกรรมการบริหาร

 

28.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์    มีกำเนิดมาจากมหาวาตภัยภาคใต้  ที่แหลมตะลุมพุก อำเภอ-ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช    เมื่อปลายปี 2505   มีโรงเรียนหลายจังหวัดในภาคใต้ถูกพายุพัดพัง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ และพระราชทานชื่อโรงเรียนเหล่านั้นว่า “โรงเรียนราชประชานุเคราะห์“    ซึ่งได้สร้างรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ.2506 จำนวน 12 แห่ง  ปัจจุบันมีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ถึงเลข 43

29.ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน  ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทุกเช้าทรงออกบินทบาตรเช่นเดียวกันกับพระภิกษุสงฆ์ทั่วไป จะมีราษฎรมาคอยใส่บาตรเป็นจำนวนมาก  ระหว่างนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสำเร็จราชการแทนพระองค์  จึงได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

30.โปรดการสอนดนตรีให้แก่ข้าราชบริพารเช่นกัน เมื่อปี พ.ศ.2529  ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ผู้ที่ตามเสด็จฯ เช่น นายทหารราชองครักษ์ นายตำรวจราชสำนัก แพทย์ประจำพระองค์ และข้าราชบริพารอื่นๆ ที่มีความสนใจจะเรียนดนตรีไปหาเครื่องดนตรีมาคนละชิ้น โดยทรงกำหนดให้ใช้เครื่องเป่า (ชนิดที่ไม่ใช้ลิ้น) เช่น Trumpet, Trumbone, Tuba เป็นต้น เป็นเครื่องฝึกหัดจัดเป็นรูปแตรวง (Brass Band) เช่นเดียวกับวงดนตรีของโรงเรียน และวงดนตรีของชาวบ้านที่ใช้ในงานบวชนาค วงดนตรีนี้ ได้พระราชทานชื่อว่า “วงดนตรีสหายพัฒนา” และมีเครื่องหมายประจำวงเป็นรูป “กระต่ายเป่าทรัมโบน” ซึ่งทรงออกแบบโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เครื่องแบบของนักดนตรีวงสหายพัฒนาได้แก่ กางเกงสีขาวขายาวสำหรับลูกศิษย์ชาย หรือ กระโปรงสีขาวสำหรับลูกศิษย์หญิง เสื้อเชิ๊ตโปโลสีเหลือง หรือเสื้อเบลเซอร์สีน้ำเงินมีกระเป๋าติดเครื่องหมายประจำวง ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณารับเข้าเป็นลูกศิษย์ในวงดนตรีสหายพัฒนานี้ ส่วนใหญ่มีอายุเกินวัยกลางคน และไม่เคยเรียนวิชาการดนตรีกันมาแต่ก่อน จึงอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็นเลย  แต่ทรงพระอุตสาหะคิดเทคนิคช่วยในการสอนจนกระทั่งพอเล่นได้อย่างไพเราะ

 

31.ในด้านภาษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ตรัสภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา แบบคนที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาเอก ภาษาเยอรมัน ละติน อังกฤษ ไทย ทั้งยังทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลี สันสฤตซึ่งเป็นภาษาฮินดูโบราณอีกด้วย  ครั้งทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ยังต่างแดน จนเมื่อประทับเมืองไทยนานพอควร ทรงหัดภาษาไทยเอง จึงทรงเชี่ยวชาญภาษาไทยเป็นอย่างดี โปรดใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องตามหลักนิรุติศาสตร์ ไม่มีภาษาต่างประเทศปน  นอกจากนั้น ปู่แวเด็งปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี ได้เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับเขาด้วยภาษายาวี

 

32.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักเขียน ยามว่าง พระองค์ทรงพระอักษรและแปลบทความจากวารสารต่างประเทศ ทรงมีผลงานด้านวรรณกรรมและการแปล รวมทั้งสิ้น 17 เรื่อง จากการที่ ทรงพระปรีชาสามารถในหลายภาษา ทำให้พระองค์เข้าพระทัยในภาษาของผู้ประพันธ์ต้นฉบับอย่างลึกซึ้ง เป็นการแปลแบบ “เอาเรื่อง” มากกว่าแปลตรงตัวตามคำซึ่งได้ทรงแปลให้ผู้อ่านต่างวัฒนธรรมเข้าใจในเรื่องราวได้ มีอรรถรสแบบไทยแทรกพระอารมณ์ขันอย่างเหมาะสม โปรดเลือกสรรคำแปลกๆ ทำให้พระราชนิพนธ์ของพระองค์มีสีสันยิ่งขึ้น

 

 

33.พระราชนิพนธ์เรื่องแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นบันทึกพระราชานุกิจในรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องราวกิจวัตรของรัชกาลที่ 8 ทั้งกิจวัตรส่วนพระองค์ พระราชกิจ และพระราชานุกิจขณะเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วันพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 ซึ่งภาษาที่ทรงใช้จะเป็นภาษาที่สั้น กระชับ และได้ใจความชัดเจน

 

34.บทความพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์” เพื่อพระราชทานเป็นพิเศษแก่หนังสือวงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นพระราชนิพนธ์รูปแบบบันทึกประจำวัน ตั้งแต่เสด็จฯ จากประเทศไทย เพื่อไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงก่อนเดินทางจากเมืองไทยไปยังตำหนักวิลลาวัฒนา คือ ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งพระราชนิพนธ์นี้ ทรงพรรณนาความรู้สึกของพระองค์ขณะจากเมืองไทย สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์  ประโยคหนึ่งในนั้น ได้ทรงบรรยายความรู้สึกเมื่อได้ทรงขึ้นรถพระที่นั่ง แล้วมีราษฎรได้ตะโกนประโยคประวัติศาสตร์ ว่า

“ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน”

ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า

“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

เป็นที่น่าประหลาดว่า ต่อมาอีกประมาณ 20 ปี ทรงพบชายที่ร้องตะโกนทูลพระองค์ไม่ให้ทิ้งประชาชนนั้นเป็นพลทหารและในปัจจุบันเขาออกไปทำนาอยู่ในต่างจังหวัด เขากราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่ทรงทิ้งราษฎร เขาทูลว่าตอนที่เขาร้องไปนั้นเขารู้สึกว้าเหว่และใจหาย ที่เห็นพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปจากเมืองไทยกลัวจะไม่เสด็จกลับมาอีก เพราะคงจะทรงเข็ดเมืองไทย เห็นเป็นเมืองที่น่ากลัวน่าสยดสยอง เขาดีใจมากที่ได้เฝ้าฯ อีก กราบบังคมทูลถามว่า

“ท่านคงจำผมไม่ได้ ผมเป็นคนที่ร้องไม่ให้ท่านทิ้งประชาชน”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ

“นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่จึงต้องกลับมา……”

 

35.บทความที่ทรงพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียงจากนิตยสารต่างประเทศ

“ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพและความก้าวหน้า” จาก “Radio Peace and Progress” ในนิตยสาร Intelligence Digest 1 เมษายน พ.ศ. 2518

“การคืบหน้าของมาร์กซิสต์” จาก “The Marxist Advance” Special Brief

“รายงานตามนโยบายของคอมมูนิสต์” จาก “Following the Communist Line”

“ฝันร้ายไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง” จาก “No Need for Apocalypse” ในนิตยสาร The Economist ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2518

“รายงานจากลอนดอน” จาก ” London Report” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2518

“ประเทศจีนอยู่ยง” จาก “Eternal China” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

“ทัศนะน่าอัศจรรย์จากชิลีหลังสมัยอาล์เลนเด” จาก “Surprising Views from a Post Allende Chile” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

“เขาว่าอย่างนั้น เราก็ว่าอย่างนั้น” จาก ” Sauce for the Gander…” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

“จีนแดง ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก” จาก “Red China Drug Pushers to the World ” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

“วีรบุรุษตามสมัยนิยม” จาก ” Fashion in Heroes” โดย George F. Will ในนิตยสาร Newsweek ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2522

เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4  แปลจาก Small is Beautiful โดย E.F.Schumacher หน้า 53-63 นามปากกา เล็กดีรสโต  เนื่องจากทรงมีพระนามลำลองว่า “เล็ก”

 

36.ผลงานแปลชิ้นแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือ “ติโต”  โดยทรงแปลจากหนังสือ Tito ของ Phyllis Auty ในปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก ติโต ประธานาธิบดีของยูโกสลาเวีย เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศยูโกสลาเวียที่ประกอบด้วยประชาชนจากหลากหลายชนเผ่า มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นยามที่ประเทศชาติต้องพบกับภาวะวิกฤติ เพื่อร่วมกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญของประเทศไว้ หนังสือติโตนี้ ได้จัดพิมพ์เป็นเล่ม และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537  ทั้งนี้ ทรงประทับใจในวีรกรรมของจอมพลติโตมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนทรงตั้งชื่อแมวทรงเลี้ยงขณะประทับ ณ วิลล่า วัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ติโต”

 

37.“ติโต” เป็นแมวตัวเดียวที่เป็นแมวทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  มีสีน้ำตาลเข้ม และมีหูกับส่วนต่างๆ ออกสีเข้มกว่าตัว อกสีอ่อน ตาสีฟ้า เป็นแมวที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบหนีไปเที่ยวข้างนอกแล้วเข้าพระตำหนักไม่ได้เป็นประจำ ทั้งยังช่างครวญครางคล้ายจะพูดได้เป็นที่สุด จะเห็นรูปของ “ติโต” ได้ในพระฉายาลักษณ์ทรงแต่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่เปียโน

 

38.นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ เป็นงานแปลชิ้นที่สองของพระองค์ท่าน โดยทรงแปลจากหนังสือ A Man Called Intrepid ของ  William Stevenson ซึ่งตอนหลังได้มาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านคือ Revolutionary King  แต่หนังสือเล่มนี้โดนแบนในประเทศไทย ทรงเริ่มแปลหน้าแรกเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 และแปลหน้าสุดท้ายเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ได้นำมาจัดพิมพ์เพื่อวางจำหน่ายก่อนหนังสือติโต ซึ่งทรงแปลเป็นเล่มแรก คือจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2536

 

39.หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แห่งวัดราชผาติการาม เมื่อปี พ.ศ. 2520 เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นคว้าเรื่องพระมหาชนกเพิ่มเติมในพระไตรปิฏก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2539 และแปลเป็นภาษาสันสกฤตอีกภาษาหนึ่ง สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะด้านวรรณศิลป์ของพระองค์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์สองภาษาในเล่มเดียวกัน และทรงเลือกใช้ภาษาโบราณ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อคงความขลังของเนื้อหาในบางตอน  เนื่องจากเนื้อหาที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ พระมหาชนกฉบับการ์ตูนเพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสอ่านได้ง่ายขึ้น ในปี พ.ศ. 2542

 

40.ในหนังสือพระมหาชนก นอกจากการแปล ยังแสดงพระอัจฉริยภาพด้านทัศนศิลป์ไว้ด้วย นั่นคือภาพประกอบฝีพระหัตถ์ของพระองค์ โดยทรงใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพแสดงเส้นทางเดินเรือของพระมหาชนก รวม 4 ภาพ คือภาพวันที่ควรออกเดินทาง ภาพวันเดินทาง ภาพวันที่เรือล่ม และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ  แล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง  8  คน คือ  จินตนา  เปี่ยมศิริ,  ประหยัด  พงษ์ดำ,  พิชัย นิรันต์,  ปรีชา  เถาทอง,  เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์, ปัญญา วิจินธนสาร, ธีระวัฒน์  คะนะมะ, เนติกร  ชินโย

 

41.“เรื่องทองแดง”  เป็นเรื่องราวของสุนัขทรงเลี้ยง “ทองแดง” พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ได้แฝงข้อคิดคติธรรมที่มีคุณค่า โดยเฉพาะความกตัญญูรู้คุณของทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ  พ.ศ. 2545 และฉบับการ์ตูน  ตอนแรกสำนักพิมพ์จะใช้คำว่า “คุณทองแดง” ตามความนิยมของสื่อทั่วไป แต่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงท้วงว่า “ทองแดง” เป็นสุนัข แม้ว่าจะเป็นสุนัขทรงเลี้ยงก็ตาม สุนัขทั้งหลายในพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ไม่มีคำนำหน้า เรียกชื่อกันเฉยๆ  ทรงมีพระราชกระแสว่า ทองแดงไม่ใช่คนที่เป็นนางสาวและได้รับพระราชทานตราจุลจอมเกล้าฯ มีคำนำหน้าเป็น “คุณ” ดังนั้น ใช้คำว่า “ทองแดง” เฉยๆ จึงจะถูกต้อง

 

ทองแดงจึงกลายเป็นสุนัขทรงเลี้ยงคู่พระทัยที่มีชื่อเสียงที่สุด มีเสื้อทองแดงออกจำหน่ายเพื่อการกุศล ทรงตั้งบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ (แปลจากชื่อทองแดง) เพื่อดำเนินกิจการด้านค้าปลีกของร้าน Golden Place  จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการพระราชดำริต่างๆ  สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ และเกษตรกลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ

 

42.ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์โปรดสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข ทรงเลี้ยงมาโดยตลอด เมื่อก่อนจะทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังๆโปรดเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทย  เคยทรงเลี้ยงลิงเผือกอยู่ตัวหนึ่งเพราะมีคนเอามาทูลเกล้าฯถวาย เมื่อก่อนมีโรงเลี้ยงช้างเผือกคู่พระบารมีอยู่ในสวนจิตรลดา มีคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างคู่พระบารมีช้างแรก  แต่ปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้ย้ายช้างเผือกทั้งหมดไปยังต่างจังหวัดซึ่งมีสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมชาติ อาณาเขตกว้างขวาง  พระอุปนิสัยรักสัตว์ทำให้พระราชโอรส-ธิดาทุกพระองค์ทรงรักสัตว์โดยเฉพาะสุนัขไปด้วย

 

 

43.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัยคอมพิวเตอร์เข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ ทรงเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและพระองค์เอง และดังที่กล่าวแล้วว่า ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต จึงทรงนำพระปรีชาสามารถทั้งสองอย่างเข้ามาใช้ด้วยกัน

หลังจากที่พระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการแต่งเพลงไปได้สักระยะหนึ่ง  พระองค์สนใจในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร หรือฟอนต์(Font) โดยพระองค์ทรงศึกษาโปรแกรม “Fontastic”

และได้ทรงประดิษฐ์ฟอนต์ภาษาไทย คือ ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์ และฟอนต์ไทยอื่นๆอีกมากมาย

และนอกจากนี้พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์ฟอนต์ภาษาอื่นๆอีกด้วยเช่น ฟอนต์ภาษาสันสกฤต ฟอนต์ภาษาเทวนาครี ซึ่งเป็นภาษาอินเดียโบราณ ซึ่งเป็นภาษามีความยากในการออกแบบกว่าฟอนต์อื่นๆมาก และยังทรง “ปรุง” บัตรอวยพรปีใหม่ที่ใช้อักษรไทยประดิษฐ์พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด

 

44.ในวันสิ้นปี ของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี  นอกจากพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่”แล้ว ยังทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจ มาปรุแถบโทรพิมพ์ (เทเล็กซ์) พระราชทานพรปีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงาน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส. 9 เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า กส. 9 ปรุ ส.ค.ส. พระราชทาน ที่เป็นโทรพิมพ์เหล่านี้ เริ่มเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อปี พ.ศ. 2530

 

45.เมื่อพระองค์ได้ทรงศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จนเชี่ยวชาญ จึงได้ทรงเริ่มต้นประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โทรสาร (แฟกซ์) พระราชทานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ  เมื่อทรงเปลี่ยนกรรมวิธีในการผลิต ส.ค.ส.พระราชทานเป็นคอมพิวเตอร์ จึงทรงเปลี่ยนคำเป็น  “ก.ส.9 ปรุง” จากการ “ปรุ” โทรพิมพ์ เป็นการ “ปรุง” ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามด้วย วันเดือนปีทื่ทรงประดิษฐ์  ทรงใช้กราฟฟิคอย่างดีเยี่ยมและเปี่ยมไปด้วยพระอารมณ์ขัน สะท้อนจากเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในปีต่อ ๆ มา หนังสือพิมพ์รายวัน ได้นำลงตีพิมพ์ ในฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมอย่างทั่วถึง

 

ส.ค.ส พระราชทานทุกปีใช้ ก.ส.9 ปรุง และวันที่ มาจนปีพ.ศ 2545 ทรงใช้คำต่อว่า “มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิลา” พ.ศ.2547 ทรงเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัย ปูทะเลย์ บ้านเชียง”  หลังๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2547 โปรดเกล้าฯพระราชทานเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สี เติมคำว่า “พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา”    เหล่านี้แสดงพระอารมณ์ขัน

 

46.ปี พ.ศ. 2548 เป็นปีเดียว ที่ไม่ได้พระราชทาน ส.ค.ส เนื่องจากเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้มีคนไทยและต่างชาติเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และได้ทรงสูญเสียพระราชนัดดาไปในครั้งนี้ด้วย คือ คุณพุ่ม เจนเสน พระโอรสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีและนายปีเตอร์ เจนเสน อดีตพระสวามี  เดิมมีนามว่า “ภูมิ”  จากพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ภูมิพล”  แต่ตอนหลัง ทูลกระหม่อมตาได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อ “พุ่ม” ซึ่งเป็นชื่อโบราณไทยแท้

 

47.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงติดอบายมุขใดๆ ทรงดื่มวิสกี้ต่างประเทศบ้างบางครั้งที่มีพระสหายทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมโต๊ะเสวย   ทรงบุหรี่บ้างนานๆครั้ง ยี่ห้อที่โปรดคือ ลักกี้สไตรค์  แต่ไม่ทรงติดบุหรี่  กล่องหนึ่งทรงหลายเดือนกว่าจะหมด ปัจจุบันทรงเลิกนานแล้ว

 

48.ทรงมีรสนิยมในการอ่านแบบชาวตะวันตก โปรดการ์ตูนฝรั่ง เช่น ตินติน (Tin Tin)  หรือเรียกตามภาษาฝรั่งเศสว่า แตง แตง  หนังสือการ์ตูน Mad เป็นต้น  ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ไทยและฝรั่ง นิตยสารต่างประเทศ เช่น Time, Newsweek,  The Economist เป็นต้น  โปรดทรงหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลสำคัญและ หนังสือเกี่ยวกับดนตรี

 

 

49.โปรดการถ่ายภาพมาตั้งแต่เป็นพระอนุชา กล้องที่ทรงใช้เริ่มแรก ไม่มีที่วัดแสง จึงต้องใช้ทักษะการถ่ายภาพอย่างสูง ทรงถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพและเชี่ยวชาญในด้านการล้างฟิลม์เอง อัดเอง ทรงมีห้องมืดโดยเฉพาะ รับสั่งว่า รูปจะบอกถึงสถานที่และกาลเวลาได้ละเอียดกว่าคำพูด  ทรงเรียงเก็บพระรูปเข้าอัลปั้มด้วยพระองค์เอง ทรงเขียนเบอร์เรียงตามลำดับวัน เดือน ปี เก็บไว้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน

 

50. กล้องตัวแรกที่ทรงใช้เมื่อพระชนมพรรษา 8 ปี ในราวปี พ.ศ. 2479 มีชื่อว่า CORONET MIDGET จากนั้น ทรงใช้ KODAK VEST POCKET MONTREUX นับเป็นกล้องตัวที่ 2 และทรงมีกล้องชั้นนำมากมายหลายยี่ห้อ เช่น ELAX LUMIE’RE , LINHOF ของประเทศ เยอรมันนี กล้อง HASSELBLAD ของประเทศสวีเดน IKOFLEX, CONTACT II เลนส์ ZEISS, ROBOT, กล้อง KIEV ของรัสเซีย  หลังๆทรงใช้กล้องของญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ คือ CANON, NIKON,  MINOLTA, RICOH, PENTAX และทรงลองกล้องคอมแพคแบบต่างๆ คือ CANON กล้องรุ่นล่าสุดที่พระองค์ท่านใช้ถ่ายรูปประชาชนเมื่อเสด็จกลับจากโรงพยาบาบศิริราช คือรุ่น CANON EOS 30D

 

 

51.ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านช่างมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เนื่องจากสมเด็จพระราชชนนีทรงเข้มงวดเรื่องของเล่น ไม่ทรงซื้อให้ฟุ่มเฟือย ทรงอยากได้อะไรต้องซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเอง บางครั้งค่าขนมไม่พอ ก็ทรงแก้เครื่องไฟฟ้าเล็กๆน้อยๆให้ข้าราชบริพารเป็นงานพิเศษ

 

ด้านช่างไม้ โปรดการทำโมเดลเรือรบต่างๆ  เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ในพระตำหนักสวนจิตรลดาและวังไกลกังวล มีโรงต่อเรือที่ได้ทรงออกแบบเอง และทรงทดลองในสระภายในสวนจิตรลดา ทรงต่อเรือใบฝีพระหัตถ์ที่สำคัญลำแรก  เมื่อพ.ศ.2507 เป็นเรือใบประเภทเอนเตอร์ไพรส์  ชื่อเรือราชปะแตน ลำที่สองชื่อเรือเอจี ต่อมาในปีพ.ศ. 2508 ทรงต่อเรือใบประเภทโอเคตามแบบสากล ชื่อเรือนวฤกษ์ และทรงต่อเรือประเภทนี้ต่อมาอีกหลายลำ ได้แก่ เรือเวคา 1 เรือเวคา 2 เรือเวคา 3 นอกจากนี้ยังทรงออกแบบและต่อเรือใบประเภทม็อธด้วยพระองค์เองระหว่าง พ.ศ. 2509 – 2510  มี 3  แบบ พระราชทานชื่อว่า เรือมด  เรือซูเปอร์มดเละเรือไมโครมด เรือใบลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบและต่อด้วยพระองค์เอง ในปีพ.ศ. 2510  คือเรือโม้ก เป็นเรือที่ทรงทดลองสร้าง โดยออกแบบให้มีลักษณะผสมระหว่างเรือโอเค และเรือโอเคซูเปอร์มด คือทรงออกแบบให้มีขนาดลำเรือใหญ่กว่าเรือซูเปอร์มด โดยให้มีขนาดใกล้เคียงเรือโอเค ใช้อุปกรณ์เสาและใบของเรือโอเค หลังจากนั้น  ก็มิได้ทรงออกแบบเรือใบอีก

 

52.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาแทบทุกชนิด  เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทรงเล่นสกี สเก็ตน้ำแข็งและฮอคกี้น้ำแข็งบ่อยครั้ง ต่อมายังสนพระทัยในกีฬาหลายประเภท เช่น สกีน้ำ ว่ายน้ำ เรือกรรเชียง เรือพาย แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน เทนนิส ฯลฯ ทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา  จะทรงเชี่ยวชาญกีฬาทางน้ำเป็นพิเศษ  เฉพาะอย่างยิ่งกีฬาเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเหรียญทองร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา จากการแข่งขันเรือใบประเภท โอเค ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4  เมื่อปี 2510  เป็นที่ชื่นชมยินดีของพสกนิกรไทยอย่างมาก  และทางราชการก็ได้กำหนดให้วันที่  16  ธันวาคม อันเป็นวันที่ทรงรับรางวัลเหรียญทอง เป็นวันกีฬาแห่งชาติด้วย

 

53.เมื่อแปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล จะทรงเรือใบเป็นประจำ บางครั้งทรงเรือใบจากหน้าวังข้ามอ่าวกับม.จ.ภีศเดช รัชนี ไปยังสัตหีบ บางครั้งเสด็จขึ้นหน้าโรงแรมต่างๆ ไปเสวยพระสุทธารสหรือหน้าบ้านพักตากอากาศของข้าราชบริพาร แล้วก็เสด็จกลับ จะมีการแข่งเรือใบประเพณ๊ทุกปี ระหว่างทีมจิตรลดา-ราชนาวี ส่วนสมเด็จฯ ทรงว่ายน้ำเก่งมาก จะทรงว่ายน้ำจากทุ่นในทะเลหรือเรือรบที่จอดอารักขาอยู่หน้าวังเข้าฝั่ง หรือว่ายรอบเกาะสิงโต ซึ่งระยะทางไกลมาก

 

54.เมื่อทรงว่างจากพระราชกรณียกิจ ทั้งสองพระองค์ทรงรักษาสุขภาพเพื่อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังพระวรกายด้วยการวิ่งระยะทางไกลหลายกิโลเมตรเป็นประจำ ทรงวิ่งขึ้นเขาลงเขา ทรงพระดำเนินเร็วๆ ทรงออกกำลังตามหลักที่ถูกต้อง มีการบันทึกพระชีพจร ความดันพระโลหิตทั้งก่อนและหลังการ รวมทั้งทรงกระตุ้นให้เกิดความอบอุ่นแก่พระวรกายก่อนเริ่ม และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังพระวรกาย โดยทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรเป็นแบบฉบับของนักกีฬาที่ดีและทำให้พระองค์แข็งแรง พร้อมที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ได้เสมอ

 

55.ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาการช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ เล่าว่า  ”…ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลำโพงขยาย ของเครื่องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดน ยี่ห้อ ‘Centrum’ จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริการเสียงตามสายไม่น้อย…”

ต่อมา ได้ทรงศึกษาเพิ่มเติมจากการอ่านตำราและทดลองทำ จนถึงระดับทรงซ่อมวิทยุสื่อสารด้วยพระองค์เอง  ทรงใช้วิทยุสื่อสารด้วยความคล่องแคล่ว ได้ทรงใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเพื่อการสดับตรับฟังข่าวสารและทุกข์สุขของพสกนิกรและพระราชทานความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

 

56.ได้มีบันทึกพระสุรเสียงที่เผยแพร่กันอย่างมาก ในเรื่องที่ทรงติดต่อสนทนากับศูนย์ควบคุมค่ายวิทยุสายลม โดยทรงใช้สัญญาณเรียกขาน VR009 อันเป็นนามเรียกขานที่กรมไปรษณีย์โทรเลขในสมัยนั้นทูลเกล้าฯ ถวาย และในแต่ละข่ายวิทยุสื่อสารก็มีพระนามเรียกขานเป็นการเฉพาะในข่ายวิทยุสื่อสาร นั้นๆ แตกต่างกันไป อาทิ กส.9, เดโชชัย 1 และ 901  ในการสนทนาครั้งนั้น เป็นช่วงปี พ.ศ.2528 ซึ่งในกรุงเทพฯ ได้เกิดน้ำท่วม และทรงได้แนะนำในเรื่องการใช้วิทยุสื่อสารให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการแก้ปั¬ญหาน้ำท่วมในครั้งนั้น และทรงใช้คำพูดในการสนทนาแบบเรียบง่ายเป็นกันเองในการติดต่อกับศูนย์วิทยุสายลม

 

57.พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ได้เล่าอีกว่า การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ…จึงทรงทราบความลำบากความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหา ครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้แต่พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอยังกดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี  ที่จัดได้ว่าโชคดีคือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน” กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสารจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้

 

 

58.การวาดภาพสีน้ำมันก็เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย  ทรงหัดด้วยพระองค์เอง ช่วงถัดมาโปรดเกล้าฯให้ศิลปินเข้าเฝ้าเพื่อถวายคำปรึกษา อาทิ อาจารย์เหม เวชกร อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ อาจารย์จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ อาจารย์อวบ สาณะเสน และอาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นต้น  จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่าที่ปรากฏแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ช่วงแรก ลักษณะหนึ่งเป็นภาพแบบเหมือนจริง (Realistic) เป็นภาพสีน้ำมันพระบรมวงศานุวงศ์และภาพเหมือนราษฎร  ถัดมาจะเป็นคตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลัง ๆ ที่ทรงใช้เส้นสาย สีสด และอารมณ์ศิลปะอย่างเต็มที่เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism)

 

59.หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ทรงเล่าว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเขียนภาพเหมือนซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือนอันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ  ภาพฝีพระหัตถ์มีลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์โดยเฉพาะ ขณะทรงงานทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรง ทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรดเส้นโค้ง แต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย”

โปรดภาพของระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ ศิลปินมีชื่อชาวอินโดนีเซียที่เข้ามาเฝ้าและวาดพระบรมสาทิศลักษณ์ทั้งสองพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ถวาย และทรงซื้อภาพสีน้ำมันของเขาไปหลายภาพ

60.พระเครื่องแบบเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน  เพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 – 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์ พระทุกองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับ พร้อมพระปรมาภิไธย

 

ทรงออกแบบพระสมเด็จจิตรลดาด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย ลักษณะของพระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับขัดสมาธิราบเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และเกสรดอกบัว 9 จุดอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว

 

มีคนน้อยมากที่ทราบว่า พระสมเด็จจิตรลดามีสองพิมพ์ คือพิมพ์ใหญ่ที่เห็นทั่วไป และพิมพ์เล็กสำหรับเด็ก พระราชทานเฉพาะเจ้านายรุ่นเล็กและลูกของข้าราชบริพารใกล้ชิด เช่น  รัตนาภา-รัตนาวุธ-วัชรกิติ วัชโรทัย  ฐานิสร์-ดิษธร วัชโรทัย ดร.จินตนันท์ชญาต์ร ศุภมิตร ฯลฯ

 

61.มวลสารของผงพระพิมพ์ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย

a.ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล

b.เส้นพระเจ้า(เส้นผมพระเจ้าแผ่นดิน) ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม)ทุกครั้ง

c.ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

d.สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์

e.ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนที่ 2 วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย

f.วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด

g.ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

h.ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ

i.ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกาซึ่งสมณทูตได้ถวายเก็บไว้ในเจดีย์ที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี

j.ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

k.น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และน้ำอภิเษก

 

62.ในช่วงเวลาระหว่างที่พระราชทานพระ เหล่าทหารที่เข้าเวรยามอยู่ในพระตำหนักสวนจิตรลดา ถึงกับมีการจ้างกันยืนยาม ถ้าใครได้รับพระราชทานแล้ว จะให้คนอื่นมาเข้าเวรแทนเพื่อขอพระราชทานพระ โดยจะทรงใส่ไว้ในกระเป๋าฉลองพระองค์วันละ 4 องค์ เคยมีกุ๊กคนจีนจากห้องเครื่องจีนมาขอพระราชทาน โดยทูลว่า “ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์” บังเอิญวันนั้น โควต้าหมด พระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า “ขอเดชะ พระไม่มี”

 

ภายหลัง พระสมเด็จจิตรลดาเป็นที่นิยม มีการให้เช่าต่อกันด้วยราคาสูงลิบลิ่ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภว่า หากเงินที่ให้เช่าพระไปเป็นความจำเป็นของชีวิต ก็ไม่ทรงติเตียนอะไร

 

มีข้าราชบริพารเคยนำพระที่มีคนไปเช่ามาด้วยราคาแพงมาถวายให้ทอดพระเนตรตรวจดู พระองค์ได้วางพระลงในพระหัตถ์ชั่งด้วยการเดาะขึ้นลง แล้วลูบไปทั้งองค์ เสร็จแล้วส่งคืน พร้อมรับสั่งว่า “ไม่ใช่”

 

63.พระนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริสร้างพระราชทานเป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัด ประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางของทุกจังหวัด และประจำหน่วยทหาร   ศาสตราจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์เป็นผู้ปั้นหุ่น พระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไข ติชมอย่างใกล้ชิดจนพอพระราชหฤทัยแล้วจริงได้โปรดเกล้าฯให้เททองหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2509  มีพุทธลักษณะเป็นพระปางมารวิชัย และทรงบรรจุพระจิตรลดาลงไปในบัวฐานองค์หนึ่ง

64.ในยามที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้มีการโจมตีทหารตามชายแดนอย่างสม่ำเสมอ ได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพเหล่าทหาร ตำรวจและอาสาสมัครที่สละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนปีละหลายร้อยคน ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงปลุกใจต่างๆที่เป็นที่รู้จักกันดี อาทิ “เราสู้” “ดุจบิดามารดร” “ความฝันอันสูงสุด” ฯลฯ  ในการเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และหน่วยทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน บางครั้งเป็นพื้นที่สีแดง เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายและภยันตรายต่างมากมาย แต่ทั้งสองพระองค์มิได้ทรงหวาดกลัวแต่อย่างใด

65.เหตุการณ์ที่น่าตกใจและใกล้พระองค์ที่สุดคือการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับในจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520   และได้เกิดระเบิดขึ้นสองครั้งในหมู่ราษฎรที่มารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้สะทกสะท้าน หากแต่ประทับอยู่อย่างองอาจสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย หลังจากเหตุระเบิดประชาชนบางส่วนได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล  แม้ว่าราชองครักษ์จะทูลเชิญเสด็จกลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯ โรงพยาบาล เนื่องจากอันตรายเพราะทางที่จะกลับ  ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตราย อาจโดนยิงด้วยจรวดก็ได้ พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอม รับสั่งว่า เขามาเจ็บนี่เพราะเรามาเขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม  รับสั่งให้เลี้ยวรถยนต์พระที่นั่งไปโรงพยาบาลทันที พอเสด็จฯถึง ได้ทรงช่วยเหลือราษฎรบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดท่ามกลางกองเลือด

66.จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆทุกภาคของประเทศเป็นประจำ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆแห่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนานหรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มี ผลผลิตให้เลย เป็นต้น สร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม

 

ในปี  พ.ศ. 2498 จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติโดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากร ที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝน ในเขตร้อนดังนั้น ในปี พ.ศ. 2499  โครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” จึงได้เกิดขึ้นโดยทรงมอบให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการ ศึกษา วิจัย และ การพัฒนา กรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ภายหลัง รัฐบาลจึงได้ตราพระราช กฤษฎีกาก่อตั้ง สำนักงานปฏิบัติการ ฝนหลวงขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 เพื่อ เป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ต่อไป

67.ในสมัยก่อน จะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปลายปี  วังไกลกังวล หัวหินช่วงหน้าร้อน  หลังจากนั้น จะเสด็จฯไปประทับทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส และภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครตามลำดับ เมื่อเสด็จไปยังที่ใด ทอดพระเนตรปัญหาของประชาชน ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำ เป็นต้น โดยเฉพาะการคมนาคมที่ไม่สะดวกทำให้ไม่สามารถนำความเจริญต่าง ๆ เข้าไปถึงได้ จึงเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริมากกว่า 4000 โครงการ ที่เกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เช่น โครงการเกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า และวิศวกรรม ที่จะพัฒนาช่วยเหลือให้ประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทรงเน้นการพัฒนาอย่างเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งจะต้องสร้างพื้นฐานให้มั่นคงก่อน และประการสำคัญจะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ ต่อมาจึงพัฒนาสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นตามลำดับ และได้ทรงงานในภูมิภาคนั้นๆอย่างจริงจังและเป็นเวลานานเพื่อทรงติดตามผลการดำเนินงานของโครงการต่างๆ

โดยการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวจะมีหน่วยงานพิเศษของทางราชการเป็นตัวกลางในการประสานงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการนอกเหนือจากนั้นจะอยู่ใต้ความดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนาที่ทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อเน้นการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริและกิจกรรมต่างๆที่ไม่ซ้ำซ้อนโครงการของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริอื่นๆ ที่ได้ก่อตั้งมานานแล้ว มีดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการ

68.แนวพระราชดำริของพระองค์ที่ทุกคนรู้จักกันดีทั้งในและต่างประเทศก็คือ แนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีแบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ ได้แก่ พื้นที่น้ำ พื้นที่ดินเพื่อเป็นที่นาปลูกข้าว พื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ และที่สำหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 3:3:3:1 เป็นหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

69. “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล นั่นคือปฎิบัติตนอยู่ในทางสายกลาง รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน จากผลงานทั้งหมดของพระองค์ท่าน องค์การสหประชาชาติโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดในด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award)เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2549

70.ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษา ทรงก่อตั้งโรงเรียนจิตรลดา ให้จัดการศึกษาในระดับอนุบาลขึ้น ณ พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2498 ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ประทับ โดยมีท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์เป็นอาจารย์ใหญ่ โดยพระราชประสงค์ให้ พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงพระอักษรร่วมกับนักเรียนอื่นๆ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เพื่อจะได้เข้าพระทัยในสิ่งแวดล้อมและปัญหาของคนอื่น ตลอดจนรู้จักวางพระองค์ได้ถูกต้อง และทรงมีเมตตากรุณากับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทรงให้มีระเบียบวินัย และประหยัดอดออมทั้งด้านอุปกรณ์และการแต่งพระองค์  ภายหลังได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณของพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ปัจจุบัน ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เป็นผู้อำนวยการ  ในสมัยก่อน ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมาในงานปิดภาคการศึกษาประจำปีทุกปี เพื่อพระราชทานรางวัลเรียนดี และประกาศนียบัตรจบการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน

 

71.อีกโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ คือโรงเรียนวังไกลกังวล ตั้งอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2481 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาวังไกลกังวล ซึ่งมีอยู่จำนวนมากแต่ไม่มีสถานที่เล่าเรียน มีฐานะเป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ได้พระราชอุปการะค่าใช้จ่ายจากเงินพระราชกุศลเป็นรายโรงเรียนวังไกลวังกล เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นเพิ่มเติม และได้มีการพัฒนาปรัปปรุงมาเป็นลำดับ  โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นสถานีโทรทัศน์ต้นข่ายในการเผยแพร่การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

 

72.เมื่อวันที่30 ตุลาคม 2544 นักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวลมีโอกาสเข้ารับพระราชทานความรู้จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นพระอาจารย์พิเศษทรงสอนในรายการพระราชทาน ศึกษาทัศน์ เรื่อง ฝนหลวง และพระราชทาน ตำราฝนหลวง ผ่านเจ้าหน้าที่นำมาให้นักเรียนได้ไปศึกษาก่อน ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง  ต.บ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สิ่ง ที่นักเรียนทุกคนประทับใจมาก คือ หลังจากทรงอธิบายในห้องเกี่ยวกับเรื่องการใช้สารเคมี กระบวนการทำฝนหลวงแล้ว มีพระราชดำรัสว่า เดี๋ยวเราไปดูของจริงกัน วันนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสสั่งให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ทรงอธิบาย ถึงการปล่อยสารเคมีครั้งแรกและการก่อตัวของเมฆ

73.มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปีและ ได้ร่วมกับกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมถ่ายทอดสดทางช่อง True Vision ช่อง 186-200 และทางอินเตอร์เน็ต ทั้งแบบ Live Broadcast และ On Demand ที่เว็บไซต์http://www.dlf.ac.th โดยที่สถานีอยู่ที่โรงเรียนวังไกลกังวล หัวหิน  เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ตามโรงเรียนในถิ่นห่างไกล  ประธานมูลนิธิคือนายขวัญแก้ว วัชโรทัย

สถานีวิทยุโทรทัศน์ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลฯ หรือที่เรียกกันว่า “ครูตู้” ได้ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมในเรื่องการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6  พร้อมๆ  กัน ทั่วประเทศ รายการภาคบ่ายและภาคค่ำมีการสอนวิชาชีพระดับวิทยาลัยการอาชีพ วังไกลกังวลและระดับอุดมศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตวังไกลกังวล  เช่น  วิชาการท่องเที่ยว  วิชาการโรงแรม ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น  จีน)  กฎหมาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในการเรียนการสอนของสถานีเป็นอย่างมาก ทรงเปิดโทรทัศน์ทอดพระเนตรการถ่ายทอดเป็นประจำ และทรงให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนเสมอ

74.พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เดิมเป็นทุ่งส้มป่อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซื้อที่ดิน 157,920 ตารางวา (ประมาณ 395 ไร่) เพื่อทรงสร้างพระตำหนักเพื่อใช้เป็นที่รโหฐาน ไว้ทรงพระอักษร แล้วเสร็จในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2456 ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นที่ประทับถาวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆมากมายตั้งอยู่ภายใน อาทิ กรมราชองครักษ์ กองราชเลขานุการในพระองค์ฯ  อาคารชัยพัฒนา โรงเรียนจิตรลดา แพทย์หลวงสวนจิตรลดา โครงการปลูกป่า โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา สวนดุสิดาลัย โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฯลฯ

75.โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ทรงตั้งขึ้นเพื่อเป็นโครงการทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504  เป็นโครงการตัวอย่างที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาและสามารถนำไปปฎิบัติเองได้ แต่ละปีมีผู้เช้ามาศึกษาดูงานเกือบ 20000 คน และดำเนินงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเชิงธุรกิจและกึ่งธุรกิจ มีนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ผลิตกระดาษสา ฟาร์มโคนม แปลงสาธิต ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังลม และแสงอาทิตย์ โรงหล่อเทียนหลวงและโครงการอื่นๆ  มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดหลายอย่างภายใต้ยี่ห้อ “จิตรลดา”  อาทิ นม น้ำผลไม้ นมเม็ด และสินค้าอื่นๆ มีนายแก้วขวัญ วัชโรทัยเป็นผู้อำนวยการโครงการ

76.ระหว่างที่เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรชาวภูเขาบนดอยสูง ได้ทรงรับทราบปัญหายาเสพติดจึงทรงส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวในหมู่คนไทยภูเขา เพื่อละเลิกการปลูกฝิ่นเคยปลูกกันอย่างแพร่หลาย เป็นต้นกำเนิดของโครงการหลวงซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2512 โดยม.จ.ภีศเดช รัชนี ทรงเป็นประธานกรรมการ ตอนแรกมีสถานะเป็นโครงการ และเมื่อต้นปี พ.ศ. 2535  โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนสถานภาพของโครงการฯ มาเป็นมูลนิธิ เรียกว่า “มูลนิธิโครงการหลวง” และพระราชทานเงินก้นถุง เพื่อใช้เป็นทรัพย์สินเริ่มแรก จำนวน 500,000 บาท เพื่อการริเริ่มงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ไปสู่การพัฒนาและการผลิตที่แน่นอนมีตลาดรองรับ รวมทั้งโครงการนำร่อง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สำคัญแก่การพัฒนาในที่สูง การสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตผล และผลิตภัณฑ์ของโครงการฯ โดยมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาสภาพต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญ ๆ ของประเทศเอาไว้   ปัจจุบันโครงการหลวงดำเนินการในจังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีผลผลิตออกจำหน่ายมากมาย เช่น ผักปลอดสารพิษ  ผลไม้ดอกไม้เมืองหนาว ถั่ว  น้ำผลไม้ กาแฟ และอื่นๆ ภายใต้ยี่ห้อโครงการหลวงและดอยคำ

77.ในพระตำหนักสวนจิตรลดาฯ มีห้องเครื่องฝรั่ง ห้องเครื่องไทยในอดีตเคยดูแลโดยท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล มีห้องเครื่องกุ๊กชาวจีน    พระเจ้าอยู่หัวไม่เสวยอาหารรสจัดหรือรสเผ็ด จะเสวยเครื่องฝรั่ง โปรดปลาตาเดียวทอดเนย เสวยกับพระกระยา(ข้าว) เป็นพิเศษ ผัดผัก ผัดถั่วงอก ส่วนผลไม้ โปรดทุเรียนสุกนิดหน่อย และเมื่อก่อนเคยเสวยน้อยหน่า ปัจจุบันต้องทรงควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการอย่างเคร่งครัด โดยมีท่านผู้หญิงประไพ ศิวะโกเศศ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการ

78.ในสมัยก่อนจะแต่งพระองค์เรียบโก้ ทรงสีมืดๆ กรมท่า เทา เคยได้ทรงได้รับตำแหน่ง Best Dress  จากต่างประเทศ เคยทรงตัดสูทกับช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษชื่อ มร. วัตสัน อยู่ร้านโฮเวสท์แอนด์เคอร์ติส ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้ทรงตัดในประเทศกับร้านยูไลยเทลเลอร์มาเป็นเวลายาวนาน  แบบเสื้อที่โปรดคือแบบเบลเซอร์ ซึ่งเป็นเสื้อนอกสไตล์สปอร์ตสวมใส่สบาย ไม่ต้องผูกเนกไท ฉลองพระองค์ที่ทรงแต่ละชุดทรงได้นานเฉลี่ยชุดละแปดปี แต่ชุดที่ทรงนานที่สุดทรงนานถึง 12 ปี เวลาทรงเรือใบ โปรดฉลองพระองค์ฮาวายสีสันสดใส และพระสนับเพลาสั้น ช่วงหลังๆโปรดฉลองพระองค์สีสดๆ เช่น สีเหลือง สีชมพู สีฟ้า สีแสด เป็นต้น ส่วนเนคไท ข้าราชบริพารชอบซื้อสีสดๆมีลวดลายมาถวาย เคยทรงสีชมพูเสด็จฯออกจากโรงพยาบาลศิริราช กลายเป็นสีฮิตทั้งเมือง

79.เมื่อเสด็จเยือนต่างประเทศ ทรงเห็นว่า ผู้ชายชาวฟิลิปปินส์หรือชนชาติอื่นๆต่างก็มีชุดประจำชาติ จึงทรงมีพระราชดำริว่าผู้ชายไทยเราควรจะมีชุดประจำชาติบ้าง ชุดพระราชทานที่สวมใส่กันทุกวันนี้เป็นชุดที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายชูพาสน์ ชูโต นายพิชัย วาศนาส่ง และร้านยูไลยช่วยกันออกแบบปรึกษาแก้ไข โดยให้มีคอแบบไทยๆ และทรงวินิจฉัยแก้ไขแบบเพื่อพระราชทานให้แก่คนไทย มี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นนายแบบกิติมศักดิ์สวมใส่ออกงานจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

80.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกและของประเทศไทย  เมื่อครั้งฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 ทางรัฐบาลได้ทูลเชิญประมุขและผู้แทนพระองค์จากประเทศที่มีกษัตริย์ปกครองรวม 25 ประเทศ เสด็จฯร่วมงานเฉลิมฉลองในครั้งนั้น โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ตัวแทนชองพระราชอาคันตุกะกล่าวสุนทรพจน์ ได้ทรงยกย่องพระเจ้าอยู่หัวเป็น King of Kings  ซึ่งนับว่าทรงได้รับการยอมรับและยกย่องในหมู่พระมหากษัตริย์ทั่วโลกเป็นอย่างสูง

81.ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการจัดการทรัพยากรน้ำที่สุดในประเทศ เนื่องจากการที่ทรงคลุกคลีเกี่ยวกับน้ำมาตลอดเกือบ50  ปี โครงการพระราชดำริด้านชลประทานโครงการแรกก็คือ อ่างเก็บน้ำเขาเต่าในปี พ.ศ. 2506 และในโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 40 เปอร์เซ็นต์เป็นโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ โครงการแก้มลิง เป็นอีกโครงการที่บริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อระบายออกสู่ทะเลภายหลังลดปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯและปริมณฑล มาจากการช่างสังเกตการเคี้ยวกล้วยของลิงเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อบำบัดน้ำเสีย และเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในโลกที่จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ..2536 และยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber of Inventor องค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ภายในงาน “Brussels Eureka 2000” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมอีกด้วย

จากพระราชดำรัสเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ ปี พ.ศ. 2538 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสายพระเนตรยาวไกลเรื่องนี้  ซึ่งถ้ามีการจัดการตามแนวพระราชดำริในตอนนั้นอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยก็คงจะไม่สูญเสียในมหาอุทกภัยปี 2554 ถึงเพียงนี้

82.ในด้านทรัพย์สินส่วนพระองค์  เคยมีนิตยสารต่างประเทศจะประเมินว่าทรงมีพระราชทรัพย์มากมาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ข้อมูลไม่ถูกต้อง

เดิมทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์จะเก็บรวมกันในท้องพระคลังมหาสมบัติ เช่น “เงินถุงแดง” ที่ได้จากการแต่งสำเภาค้าขายต่างประเทศส่วนพระองค์ ของรัชกาลที่ 3 โปรดให้ใส่ถุงแดงเก็บไว้ข้างพระแท่นบรรทม จึงเรียกกันอีกนามหนึ่งว่า “เงินพระคลังข้างที่”  ซึ่งเก็บสำรองตกทอดมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่5  เกิดวิกฤตการณ์ รศ 112ได้เงินท้องพระคลังไม่พอ ก็ได้ทรงใช้เงินถุงแดงจ่ายค่าปฎิกรรมสงครามแก่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนให้ประเทศสยามรักษาเอกราชไว้ได้

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ ได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์โดยออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  พ.ศ. 2479 และยกฐานะเป็นนิติบุคคลในปี พ.ศ. 2491 แยกทรัพย์ส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ออกจากจากกัน โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง มีรัฐมนตรีว่าการเป็นประธานกรรมการผู้รับผิดชอบโดยตำแหน่งและนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาเป็นผู้อำนวยการ มีหน้าที่คอยดูแลบริหารจัดการทรัพย์สินของราชวงศ์จักรี ที่แยกต่างหากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ ดังนั้น มูลค่าของหุ้นในบริษัทที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้นอยู่ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) และทิ่ดินต่างๆ  ฯลฯ จึงมิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นทรัพย์สินของรัฐ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานปฎิรูปที่ดิน (สปก.) นำที่ดินประมาณครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 44000 กว่าไร่) ไปจัดสรรให้ราษฎรทำกินทรงตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบนที่ดินเหล่านี้  ที่เหลือร้อยละ 93 ให้เช่ากับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเพื่อสังคม และประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางในอัตราค่าเช่าต่ำกว่าตลาดมาก เหลือเพียงร้อยละ 7 ที่ให้เอกชนเช่าออกไปในอัตราธุรกิจ

ส่วนทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ที่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องยศ และอื่นๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินของมหากษัตริย์ ปัจจุบันเก็บรักษาและทำทะเบียนทรัพย์สินโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่นพระราชวังต่างๆ อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง

ในส่วนของทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น ได้มีการบริหารจัดการโดยสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์  เป็นทรัพย์ที่เป็นพระมรดกตกทอด ดอกผลจากการลงทุนส่วนพระองค์ต่างๆ และเงินทูลเกล้าฯถวายให้ทรงใข้สอยตามพระราชอัธยาศัย   และได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาใช้ในโครงการพระราชดำริต่างๆ  มูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์  ตลอดจนการกุศลและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในการนี้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย เนื่องจากถือว่าเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ในขณะที่ทรัพย์สินส่วนพระองค์มิได้รับยกเว้นภาษีอากร

83.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยในพสกนิกรและทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทยกว่า60 ปี  ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ นานับประการ ทรงผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงของประเทศมาแล้วมากมาย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2  ผลกระทบของพระบรมวงศานุวงศ์หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 การเผชิญหน้ากับรัฐบาลเผด็จการ  ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 การปฎิวัติรัฐประหารนับครั้งไม่ถ้วน กบฎเมษาฮาวายที่ต้องเสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับ ณ จังหวัดนครราชสีมา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ต้องทรงไกล่เกลี่ยระหว่างพลเอกสุจินดา คราประยูรและพลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ รวมทั้งเหตุการณ์นองเสือดการชุมนุมประท้วงทั้งจากฝ่ายพันธมิตรและนปช. ตลอดเวลา ทรงมีสติ สุขุมลุ่มลึก และได้ทรงแก้ไขปัญหาระดับชาติต่างๆด้วยพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ยากที่ใครจะเทียบ โดยไม่เคยแสดงพระอารมณ์ส่วนพระองค์หรือทรงก้าวก่ายใดๆทางการเมือง ดังนั้นข่าวต่างๆในฟอร์เวิร์ดเมล์หรือโซเชียลมีเดียเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวที่นำมาเล่าต่อจึงเป็นเรื่องลบหลู่พระเกียรติและไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น

 

 

 

King of the Kings

เรียบเรียงโดย “จินต์ชญา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ชีวิตณ ต่างแดนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นเมืองเคมบริดจ์มลรัฐแมสซาชูเซตส์สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมพ.ศ. 2470 เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น  ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาหากทรงประสงค์ จะทรงเป็นพลเมืองอเมริกันได้ด้วย นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในโลกที่ประสูติในสหรัฐอเมริกาหรือ born in the U.S.A ทรงใช้ชีวิตช่วงต้น ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

1.       ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกทุกพระองค์เป็นการลำลองว่า ” บี๋” “นันท” และ “เล็ก” ส่วนทุกพระองค์ทรงเรียกพระมารดาว่า “แม่”

 

2.       ทรงมีพระยศ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” แต่แรกประสูติ ต่างจากพระเชษฐภคินีและพระเชษฐาธิราช ซึ่งประสูติด้วยยศ “หม่อมเจ้า” และรัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาขึ้นเป็นชั้น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” ภายหลัง

 

3.       ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อยๆ  

 

ทรงประสบอุบัติเหตุเนื่องด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อค่ำวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระอาการค่อนข้างสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์ ก็ได้กระจายข่าวทั่วโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ผู้มีชันษาครบ 20 แห่งประเทศไทย ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เแถบพระพักตร์และพระเศียร แต่ไม่มีพระอัฐิส่วนใดแตกหรือเดาะเลย พระโลหิตตกมาก พระเนตรข้างขวาเศษกระจกเข้า หลังจากทรงรักษาพระองค์อยู่พักใหญ่ พระอาการดีขึ้น ทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนปกติ

 

4.       ทรงพบรักกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร วัย 15 ปี  พระธิดาของนายพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ภายหลังสถาปนาขึ้นเป็น พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทรบุรีสุรนาท) และม.ล.บัว กิติยากร เมื่อพระชนมพรรษาเพียง 20 เศษๆ ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยการพบกันครั้งแรก ออกจะไม่เหมือนในนวนิยาย เพราะรถพระที่นั่งเกิดเสีย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเสด็จถึง ทำให้คุณหญิงสิริกิติ์ที่รอเฝ้าอยู่นาน ทั้งหิว ทั้งเบื่อ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อว่า เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอคอยถอนสายบัว\

 

5.       สิ่งที่เชื่อมทั้งสองพระองค์เข้าด้วยกันก็คือดนตรี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มหัดเล่นดนตรีด้วยเพลงคลาสสิคและทรงสนใจดนตรีแจ๊ซภายหลัง โปรดดนตรีแจ๊ซประเภท Dixieland Jazz เป็นพิเศษ โปรดหลุยส์อาร์มสตรอง และนักดนตรีแจ๊ซยุคเก่าๆ โดยถ้าเป็นแผ่นเสียงเพลงคลาสสิค สมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงซื้อให้ แต่ถ้าเป็นเพลงแจ๊ซ ต้องทรงซื้อเอง

 

ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโปรดดนตรีคลาสสิค โดยเฉพาะเพลงของคีตกวีของโลก เช่น โชแปง เพลงที่โปรดมากคือ Etude No.3 Op.10 Tristesse (พี่ตุย ตรงอีตัวกลางมีอักซองด้วย แต่คอมนี้ไม่มีภาษาฝรั่งเศส) และ Nocturne, Polonaise Militaire , Revolutionary นอกนั้นก็จะเป็นเพลง Serenade ของ Schubert และเพลงของคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ของโลกท่านอื่นๆ คือ Beethoven, Mozart, Tchaikovsky เป็นต้น ได้ทรงเรียนเปียโนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และทรงตั้งใจจะเป็นนักเปียโนอาชีพ โดยจะทรงเข้าศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส

 

6.       เพลงแห่งความหลังของทั้งสองพระองค์คือเพลงภาษาอังกฤษที่โด่งดังในยุคนั้น เช่น   When I grow to old to dream, When you were sweet sixteen, Always, Together, Forever and ever, You’re breaking my heart, Now is the hour,  You are my heart’s delight  เป็นต้น

 

7.       เรื่องการทรงดนตรี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เคยทรงเล่าไว้ว่า เมื่อทรงศึกษาอยู่ในโรงเรียนทั้งในประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ทรงเรียนขับร้อง แต่ไม่ได้เรียนโน้ต เมื่อพระชนมายุได้ 13 ปี ได้ทรงเรียนแอคคอร์เดียนได้ไม่มากนัก สมเด็จพระพี่นางฯ และพระเชษฐา ทรงเรียนเปียโน ส่วนพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเรียน แต่เมื่อมีพระชนม์ได้ประมาณ 14-15 ปี ได้เสด็จฯไปที่ภูเขา ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีที่เขาเล่นที่โรงแรมก็โปรด มีพระราชประสงค์จะทรงแตร แต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไม่ทรงเห็นด้วย เพราะเหตุว่าการเป่าแตรต้องใช้กำลังมาก อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพได้ จึงทรงผ่อนผันให้เล่นแซกโซโฟนแทนแซกโซโฟนส่วนพระองค์ที่ทรงเล่นตอนนั้นเป็นของใช้แล้วราคา 300 ฟรังค์สวิส  พระมารดา พระราชทานเงินสนับสนุน 150 ฟรังค์ ส่วนอีก 150 ฟรังค์เอาเงินพระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ทรงเข้าหุ้นกันออก

 

8.     ทรงเล่นดนตรีได้เกือบทุกประเภทนอกจากแซกโซโฟน ที่เคยทรงศึกษากับครูคือ คลาริเนต ทรัมเปต ทรัมโบน โดยเข้าชั้นเรียนครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชท์ (Wey-brecht) สัปดาห์ละสองครั้ง นอกจากการเล่นเครื่องดนตรีแล้ว ครูยังสอนวิชาการดนตรีรวมทั้งการเขียนโน้ต สเกลต่างๆ ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆทรงหัดด้วยพระองค์เอง คือ เปียโน กีตาร์ ขลุ่ย ตั้งแต่พระชนม์ราว 16 พรรษาหลังๆทรงหัดไวโอลินด้วย ทรงมีพระปรีชาสามารถเขียนโน้ตด้วยคอมพิวเตอร์ และยังซ่อมเครื่องดนตรีได้เพราะเรียนรู้จากร้านซ่อม-ขายเครื่องดนตรีที่ทรงรู้จัก  ในยามว่างพระราชกรณียกิจ โปรดทรงดนตรีเป็นที่ยิ่ง โดยเป็นที่รู้กันในหมู่ข้าราชบริพารว่า หากงานในพระราชวัง เสด็จขึ้นทรงดนตรีแล้ว จะทรงติดต่อกันหลายชั่วโมงจากดึกจนอาจถึงสว่าง ส่วนสมเด็จฯ ทรงเปียโนเป็นประจำจนกระทั่งทุกวันนี้ และช่วงหลังทรงหัดพิณฝรั่ง หรือ ฮาร์ปด้วย

9.       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน” เป็นเพลงแรก เมื่อมีพระชันษา 18 พรรษาใน พ.ศ. 2489 จากนั้นจนถึงปัจจุบัน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้นรวม 48 เพลง ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะ ประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย  

 

ผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ เป็นที่ยอมรับในระดับโลก  เมื่อครั้งเสด็จฯเยือนประเทศออสเตรียอย่างเป็นทางการ  วงดุริยางค์ซิมโฟนีออเคสตร้าแห่งกรุงเวียนนา ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “มโนราห์”  “สายฝน” “ยามเย็น”  “มาร์ชราชนาวิกโยธิน”  และ “มาร์ชราชวัลลภ” ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2507 และถ่ายทอดเสียงไปทางวิทยุทั่วประเทศ สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดง)  ได้ทูลเชิญเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์  ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกและมีพระชนม์เพียง 37 พรรษา

 

10.    ส่วนเพลงพระราชนิพนธ์ร่วมกับข้าราชบริพาร ที่ไม่ได้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ  คือเพลง “ผู้สละแล้วทุกสิ่ง” โดยทรงพระราชนิพนธ์ทำนองร่วมกับ ศ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ คำไว้อาลัยเป็นพระราชนิพนธ์ชองสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนเนื้อร้องประพันธ์โดย ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร เพลงนี้เป็นเพลงปลุกใจกล่าวถึงวีรกรรมของ พันโท เจริญ ทองนิ่ม วีรบุรุษแห่งยุทธภูมิเขาค้อ จ.อ.สันติ ลุนเผ่ รน.ผู้ขับร้อง เคยเล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามถึงโน้ตเพลงบางตัว และตรัสว่า หากร้องยากจะทรงแก้ไขให้ แต่เขาเองกราบบังคมทูลว่าหากทรงพระราชนิพนธ์มาแล้ว ต้องร้องให้ได้

 

11.    มีเรื่องเล่าจากบันทึกส่วนพระองค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ประพันธ์คำร้องเพลงพระราชนิพนธ์เทวาพาคู่ฝันและ อาทิตย์อับแสงถวายว่า  ในช่วงที่ทรงเริ่มรู้จักชอบพอกับ ม.ร.ว. สิริกิติ์ กิติยากร อยู่นั้น ต่างห่างไกลกันคนละประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส) เมื่อต้องทรงจากกันก็เปรียบเหมือน อาทิตย์อับแสงและในพระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์ก็คงทรงหวังให้เทวาพาคู่ฝันมาให้

12.    วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492  วันเกิดครบ 17 ปีของม.ร.ว.สิริกิติ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์มาร่วมงานเลี้ยงด้วย ณ กรุงลอนดอน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศข่าวทรงหมั้นเพื่อคนไทยได้รับรู้ โดยพระธำมรงค์เพชรที่ทรงหมั้น เป็นองค์เดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบแด่สมเด็จพระบรมราชชนนี

.

13.    วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระราชทาน ณ วังสระปทุมรุ่งขึ้นเสด็จฯทางรถไฟไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทุกจังหวัดที่ผ่าน มีราษฎรมาเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่นเพื่อถวายของ จนทำให้รภไฟต้องแล่นไปอย่างช้าๆ กว่าจะถึงหัวหินก็เป็นเวลาหลายชั่วโมง ที่สถานีรถไฟหัวหินก็ทรงทักทายราษฎรที่มาเฝ้าทั้งจากหัวหินและจังหวัดใกล้เคียงมากมาย  ระหว่างเสด็จฯฮันนีมูน ทั้งสองพระองค์ทรงพระสำราญมาก สมเด็จฯทรงโปรดเสด็จฯไปซื้อของที่ตลาดหัวหิน ส่วนพระเจ้าอยู่หัว ประทับในวังไกลกังวลและตอนเย็นๆทั้งสองพระองค์มักจะเสด็จลงสรงน้ำทะเล

 

14.    หลังจากนั้น เสด็จฯกลับไปยังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่  5 พฤษภาคม พ.ศ.2493  ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง  พระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และที่สำคัญประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามส่วนม.ร.ว สิริกิติ์ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

 

15.    วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เวลา 19.54 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงประทับแรม ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง รุ่งเช้า จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระราชพิธีนี้มีมาแต่โบราณ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องบรรทมบนพระแท่นนี้หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ช้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯเข้าไปค้างแรมด้วย เล่าว่าบรรยากาศในพระที่นั่งขรึมขลัง ศักดิ์สิทธิ์มากต้องกราบไปรอบทิศ  ไม่รู้จะเอาเท้าไปทางทิศใด

 

16.    เสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2493  เนื่องจากหลังจากที่มีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จฯไปประทับยังต่างประเทศชั่วคราว รัฐบาลสมัยนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเป็นรัฐบาลเผด็จการ  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่ทางการมองว่าเป็นเพียงสัญญลักษณ์แห่งประมุขของประเทศเท่านั้น

 

17.    ขณะประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ณ พระตำหนักวิลล่า วัฒนา เลขที่ 51 Chamblandes dessus, Lausanne, (Vaud)Pully. ซึ่งเป็นตึกแบบยุโรป สูงสามชั้นมีห้องใต้ดิน ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนสามัญชน  ชาวสวิสทั่วไปเรียกทั้งสองพระองค์ว่า Monsieur (Le Roi) และ Madame(La Reine) ทรงดำเนินชีวิตประจำวันแบบยุโรป เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปมหาวิทยาลัย สมเด็จฯจะเสด็จไปเฝ้าพระชนกชนนีที่ “ตำหนักเล็ก” ใกล้ๆ หรือทรงเปียโนเพลงที่ทรงศึกษา  ข้าราชบริพารที่นั่นขานพระนามสมเด็จพระราชชนนีว่า “สมเด็จใหญ่” พระพี่นางเธอว่า “สมเด็จหญิง” และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า “สมเด็จเล็ก” บางครั้งทรงมีพระราชานุกิจบ้าง เช่น มีแขกสำคัญๆมาร่วมโต๊ะเสวย ร่วมเครื่องว่าง หรือเชิญเสด็จฯไปเสวยตามโรงแรมมีชื่อในเมืองต่างๆ

 

18.    ในช่วงประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ พระเจ้าอยู่หัวโปรดการขับรถพระที่นั่งเอง ทรงขับรถพระที่นั่งเปิดประทุนยี่ห้อ “เดลาเฮย์”สีแดงกำมะหยี่ หลังคาดำ  ขึ้นไปบนภูเขากับสมเด็จฯ ทรงปฎิบัติพระองค์เรียบง่าย เมื่อเสด็จฯกลับจะทรงล้างรถยนต์เอง  ในช่วงหลัง บางครั้งจะทรงขับและให้ราชองครักษ์นั่งคู่ไปด้วย

รถพระที่นั่งในปัจจุบันเวลาเสด็จฯงานเป็นทางการ คือรถยนต์มายบัค 62 สีครีม ทะเบียน ร.ย.ล 1 มีสัญญลักษณ์ครุฑตรงประตูด้านหลัง ที่ใช้แทนรถยนต์พระที่นั่ง โรลส์-รอยซ์แฟนทอม ซิกซ์ (VI) ซึ่งทรงมานานถึง 30 ปี (รถพระที่นั่งคันนี้ มีครุฑหน้ากระโปรงรถแทนสัญญลักษณ์ The Spirit of Ecstasy ที่อยู่หน้ารถเดิม)  และมายบัค 62 สีครีม เลขทะเบียน 1ด-1992 ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งสำรองในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นกฎว่าต้องมีรถยนต์พระที่นั่งสำรองในขบวนเสด็จทุกครั้ง เผื่อว่ารถยนต์พระที่นั่งขัดข้อง  มายบัค 62 สีน้ำเงิน ตัดด้วยสีทอง เลขทะเบียน 1ด-1991 และMercedes-Benz S600 LWB ทะเบียนร.ย.ล.901 ทรงใช้ในราชการประจำพระองค์ อีกคันที่โดดเด่นคือ รถยนต์คาดิลแลค ดีทีเอส เลขทะเบียน ร.ย.ล.960 เปิดประทุน ทรงใช้ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์   นอกจากนั้นก็มีรถพระที่นั่งคันอื่นๆอีกมากมาย ทั้งรถยนต์ยุโรปหรือญี่ปุ่นแล้วแต่จะมีใครถวายมา

 

19.    ส่วนเครื่องบินพระที่นั่งเป็นเครื่องบิน Boeing 737-800 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเจิมเครื่องบินพระที่ลำใหม่ที่กองทัพอากาศน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี หมายเลข 55-555 แทนเครื่องพระที่นั่ง 737-4Z6 ลำเดิม ปัจจุบันจึงมีรหัสเรียกขานว่า “วิหกตองห้า” ใช้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งหลัก  และ แอร์บัส A319-115X CJใช้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งสำรอง

 

20.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงงานเองทุกอย่าง  ทรงยกของ จัดของ ทรงละเอียดรอบคอบในการทำงานทุกชนิด แม้กระทั่งมีสิ่งของเครื่องใช้เสีย บางครั้งจะทรงซ่อมเอง

 

ห้องทรงงานส่วนพระองค์ อยู่ภายในห้องพระบรรทมบนชั้น 3 ของพระตำหนักสวนจิตรลดาฯ เป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3 x 4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ และอื่นๆอย่างครบวงจร ในห้องทรงงาน โต๊ะทรงงานก็เต็มไปด้วยของส่วนพระองค์และสิ่งประกอบการทรงงานต่างๆที่กองๆไว้และไม่โปรดให้ใครย้ายที่เวลาทำความสะอาด ส่วนมากเวลาทรงงานจะประทับกับพื้น  ส่วนผนังห้องโดยรอบเป็นแผนที่ทางอากาศแสดงถึงพื้นที่หมู่บ้านแม่น้ำ ภูเขาและป่าอย่างละเอียด นอกจากแผนที่ในห้องทรงงาน บนพระตำหนักจะมีห้องแผนที่ เก็บแผนที่ไว้โดยเฉพาะ ข้างๆ ห้องจะเปิดออกไปเป็นเฉลียงเล็กๆ จะทรงปลูกไม้เพาะทดลองไว้หลายพันธุ์ ทรงรดน้ำต้นไม้ คราวหนึ่งทรงปลูกถั่ว พระองค์เฝ้ามองการเจริญเติบโต พอถั่วออกผลก็จะทรงเก็บเมล็ดถั่วให้นกกินด้วย

 

แม้ว่าขณะนี้จะประทับที่โรงพยาบาลศิริราช  ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมานี้ พระองค์ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่ แต่ละวันทรงงานและให้เจ้าหน้าที่กราบทูลรายงานสถานการณ์น้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อมูลทั้งในส่วนของโรงพยาบาลศิริราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการทอดพระเนตรริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ่อยครั้ง  ทรงปรับห้องประทับพักผ่อน มาเป็นห้องทรงงานส่วนพระองค์ ที่บริเวณชั้น 16 เพื่อพระราชทานพระราชดำริแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม

 

21.    ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร เคยเล่าว่าทั้งสองพระองค์ทรงมีพระอารมณ์ขันอย่างยิ่ง แต่พระเจ้าอยู่หัวมองภายนอกจะทรงดูเคร่งขรึมเป็นนิตย์ ทรงพระสรวลยาก ซึ่งต่างจากพระอุปนิสัยร่าเริงสมัยเมื่อเป็นพระอนุชาเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆที่ทรงผ่านมา ส่วนสมเด็จฯทรงร่าเริง ช่างเล่น บางครั้งอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่สบายพระทัยบ้างแต่ทรงคลี่คลายด้วยความที่ทรงมีพระอารมณ์ดีของพระองค์  

 

สมัยที่ประทับยังต่างประเทศ พระเจ้าอยู่หัวเคยทรงซื้ออุปกรณ์ต่างๆมาแกล้งข้าราชบริพารโดยเฉพาะ เช่น ทรงซื้อกล่องแป้งมาฝาก (ต้องเปิดแล้วมีตัวอะไรยาวๆพุ่งออกมา)  ขวดพีนัทบัตเตอร์ (รับสั่งให้ทาขนมปังกรอบ) หน้ากากผี  มือผี  หรือเดินไปเหยียบอะไรที่ท่านทรงวางกับดักไว้ดังปัง และปืนจุดบุหรี่ที่จุดแล้วดังปัง ส่วนสมเด็จฯเคยทรงเป็นสไตลิสต์ ให้ท่านผู้หญิงแต่งตัวด้วยของส่วนพระองค์เต็มที่ เข็มกลัดเต็มหน้าอก ทาหน้าทาปากทำผมจุก ผูกโบว์ ใส่สร้อยกำไล ให้ขึ้นไปนั่งบนพระเก้าอี้ ไขว่ห้าง ใส่แว่น คาบบุหรี่แล้วขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายรูป

 

22.    ในเรื่องที่ทรงเคร่งขรึม ไม่ค่อยแย้มพระสรวล ครั้งหนึ่งทรงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อครั้งเสด็จฯเยือนอเมริกาอย่างเป็นทางการว่า …

“เพราะเหตุใดพระองค์ถึงไม่ทรงพระสรวลบ้างเลย เวลาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว”  

พระองค์ทรงชี้ไปที่สมเด็จฯที่ประทับอยู่ข้างๆ พระองค์ พร้อมกับตอบคำถามที่นักข่าวคนนั้นถามว่า …

 ”She’s my smile”

เมื่อนักข่าวมองไป สมเด็จฯ ก็ทรงพระสรวลให้กับนักข่าวต่างประเทศเหล่านั้น …

 

23.                        ทรงตั้งพระนามลำลองให้กับพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ โดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “ปูเป้” เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “ตุ๊กตา”  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “ชาย”  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “น้อย” และพระบิดาทรงตั้งพระนามอีกฉายาหนึ่งว่า “สลาตัน” เพราะว่าทรงวิ่งได้อย่างรวดเร็วมาก และเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ฯ ทรงมีพระนามลำลองว่า “เล็ก” เช่นเดียวกับทูลกระหม่อมพ่อ ส่วนครอบครัวของสมเด็จพระนางเจ้าฯคือ ม.ร.ว. กัลยาณกิติ์ ม.ร.ว. อดุลยกิติ์ ม.ร.ว. สิริกิติ์ และม.ร.ว. บุษบา มีชื่อเล่นว่า “กร๋อย อ้วน สิริและบุ๊บ” ตามลำดับ

24.    โปรดตั้งชื่อเล่นให้กับข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิด เช่น ทรงตั้งชื่อ ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตรว่า “จู๋”  เนื่องจากทรงเห็นว่าตัวเล็กและรวดเร็ว สั่งอะไรยังฟังไม่จบก็วิ่งไปทำ บางครั้งก็ถูกบางครั้งก็ผิด สมเด็จฯทรงตั้งเพิ่มว่า “นางสาวพึงจู๋ พิมพ์วานร”  แล้วยังทรงเขียนแก้จากชื่อจริงตามหน้าปกสมุดเสียอีก ภายหลังเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ สมเด็จฯจึงทรงเปลี่ยนชื่อพระราชทานว่า “เจี๊ยก” เวลาทรงเรียกต้องขานว่า “คร่อก”  อันมีความหมายคงเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงยาวบาน สีเขียวน้ำทะเลตัดกับผิว นั่งพับเพียบเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “แมลงวันหัวเขียวในฝาชี” ส่วนท่านผู้หญิงออมทรัพย์ สุจริตกุลนั้น ทรงตั้งว่า “เจดีย์ตั้งฐาน”  ท่านผู้หญิงวรามาส สุนทรภัค สมเด็จฯทรงเรียกว่า “จิงโจ้” พลเอกหญิง ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ ทรงเรียก “ผี” ย่อจาก “ผีรดี”

 

25.    เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยใน พ.ศ. 2494 แล้วประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพราะระหว่างนั้นมีการก่อสร้างเพิ่มเติมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ได้ทรงรวบรวมพระประยูรญาติบางองค์และพระสหายสนิทมาเล่นดนตรีกันและพระราชทานชื่อวงนี้ว่า “วงลายคราม” ขึ้นเป็นวงดนตรีส่วนพระองค์วงแรก

 

ในปี พ.ศ. 2495  กรมประชาสัมพันธ์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องส่งวิทยุกำลังส่ง 100 วัตต์ ซึ่งมีทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้ง สถานีวิทยุ อ.ส.ขึ้นที่พระที่นั่งอัมพรสถาน (ตัวอักษรย่อ อ.ส. ทรงนำมาจากคำว่า พระที่นั่งอัมพรสถาน) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางให้ความบันเทิงและสาระประโยชน์ ตลอดจนข่าวสารต่างๆ แก่ประชาชน ได้ย้ายมาตั้งในบริเวณสวนจิตรลดา  ต่อมา มีการปรับปรุงวงดนตรีลายคราม เนื่องจากนักดนตรีกิตติมศักดิ์เหล่านั้นเริ่มทรงพระชรามากขึ้น ไม่สามารถมาร่วมเล่นดนตรีได้อย่างเต็มที่ จนเหลือแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและศ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เท่านั้น ศ.แมนรัตน์ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตหานักดนตรีเข้ามาถวายงานเพิ่มเติมจนครบวงให้สามารถเล่นต่อไปได้ จึงได้รับพระราชทานชื่อวงใหม่นี้ว่า วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์

 

26.    ลักษณะพิเศษของ วง อ.ส.วันศุกร์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง ออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุเป็นประจำทุกวันศุกร์ เป็นการเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ติดต่อกับพระเจ้าอยู่หัวได้ง่ายขึ้น บางครั้งทรงจัดรายการเพลงและทรงเลือกแผ่นเสียงในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการขอเพลงด้วยและจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เอง 

 

บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ คือ บรรเลงในงาน วันทรงดนตรี ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานกว่าสิบปี ในปัจจุบันเมื่อทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ประเพณีวันทรงดนตรีจึงได้ยกเลิกไป แต่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรีจากสถาบันต่างๆ ทั้งราชการและเอกชน รวมทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา หมุนเวียนกันมาบรรเลงดนตรีเป็นประจำ ณ สถานีวิทยุ อ.ส.

 

นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์วาตภัยแหลมตะลุมพุก ได้อาศัยวงดนตรี อ.ส. ประกาศชักชวนประชาชนบริจาคทรัพย์ สิ่งของ ฯลฯ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเป็นต้นจุดกำเนิดของ “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

27.                        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินสามล้านบาทให้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ และพระราชทานนามว่ามูลนิธิราชประชานุเคราะห์และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใน พระบรมราชูปถัมภ์กับทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธินี้ด้วย ชื่อของมูลนิธินี้หมายความว่า พระราชาและ ประชาชนอนุเคราะห์ซึ่งกันและกันเป็นการแสดงน้ำพระทัยว่าเวลาทำงานควรจะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์โดยได้ทรงมีพระราชดำริว่าภัยธรรมชาติหรือสาธารณภัยอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ไม่มีผู้ใดจะคาดหมายได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นที่แหลมตะลุมพุกจังหวัดนครศรีธรรมราชและอีกหลายจังหวัดภาคใต้

มูลนิธิฯได้ทุนดำเนินงานจากเงินส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจากผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาค จากทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้และจากดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินอันเป็นทุนของมูลนิธิฯปัจจุบัน บริหารโดยนายกมูลนิธิฯ นายขวัญแก้ว วัชโรทัย และนายดิษธร วัชโรทัย ประธานกรรมการบริหาร

 

28.    โรงเรียนราชประชานุเคราะห์   มีกำเนิดมาจากมหาวาตภัยภาคใต้  ที่แหลมตะลุมพุก อำเภอ-ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช    เมื่อปลายปี 2505   มีโรงเรียนหลายจังหวัดในภาคใต้ถูกพายุพัดพัง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ และพระราชทานชื่อโรงเรียนเหล่านั้นว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์“    ซึ่งได้สร้างรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ.2506 จำนวน 12 แห่ง  ปัจจุบันมีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ถึงเลข 43

29.    ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน  ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทุกเช้าทรงออกบินทบาตรเช่นเดียวกันกับพระภิกษุสงฆ์ทั่วไป จะมีราษฎรมาคอยใส่บาตรเป็นจำนวนมาก  ระหว่างนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสำเร็จราชการแทนพระองค์  จึงได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

30.                        โปรดการสอนดนตรีให้แก่ข้าราชบริพารเช่นกัน เมื่อปี พ.ศ.2529  ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ผู้ที่ตามเสด็จฯ เช่น นายทหารราชองครักษ์ นายตำรวจราชสำนัก แพทย์ประจำพระองค์ และข้าราชบริพารอื่นๆ ที่มีความสนใจจะเรียนดนตรีไปหาเครื่องดนตรีมาคนละชิ้น โดยทรงกำหนดให้ใช้เครื่องเป่า (ชนิดที่ไม่ใช้ลิ้น) เช่น Trumpet, Trumbone, Tuba เป็นต้น เป็นเครื่องฝึกหัดจัดเป็นรูปแตรวง (Brass Band) เช่นเดียวกับวงดนตรีของโรงเรียน และวงดนตรีของชาวบ้านที่ใช้ในงานบวชนาค วงดนตรีนี้ ได้พระราชทานชื่อว่า วงดนตรีสหายพัฒนาและมีเครื่องหมายประจำวงเป็นรูป กระต่ายเป่าทรัมโบนซึ่งทรงออกแบบโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เครื่องแบบของนักดนตรีวงสหายพัฒนาได้แก่ กางเกงสีขาวขายาวสำหรับลูกศิษย์ชาย หรือ กระโปรงสีขาวสำหรับลูกศิษย์หญิง เสื้อเชิ๊ตโปโลสีเหลือง หรือเสื้อเบลเซอร์สีน้ำเงินมีกระเป๋าติดเครื่องหมายประจำวง ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณารับเข้าเป็นลูกศิษย์ในวงดนตรีสหายพัฒนานี้ ส่วนใหญ่มีอายุเกินวัยกลางคน และไม่เคยเรียนวิชาการดนตรีกันมาแต่ก่อน จึงอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็นเลย  แต่ทรงพระอุตสาหะคิดเทคนิคช่วยในการสอนจนกระทั่งพอเล่นได้อย่างไพเราะ

 

31.                        ในด้านภาษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ตรัสภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา แบบคนที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาเอก ภาษาเยอรมัน ละติน อังกฤษ ไทย ทั้งยังทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลี สันสฤตซึ่งเป็นภาษาฮินดูโบราณอีกด้วย  ครั้งทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ยังต่างแดนจนเมื่อประทับเมืองไทยนานพอควร ทรงหัดภาษาไทยเอง จึงทรงเชี่ยวชาญภาษาไทยเป็นอย่างดี โปรดใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องตามหลักนิรุติศาสตร์ไม่มีภาษาต่างประเทศปน  นอกจากนั้น ปู่แวเด็งปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี ได้เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับเขาด้วยภาษายาวี

32.    ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักเขียน ยามว่าง พระองค์ทรงพระอักษรและแปลบทความจากวารสารต่างประเทศ ทรงมีผลงานด้านวรรณกรรมและการแปล รวมทั้งสิ้น 17 เรื่อง จากการที่ ทรงพระปรีชาสามารถในหลายภาษา ทำให้พระองค์เข้าพระทัยในภาษาของผู้ประพันธ์ต้นฉบับอย่างลึกซึ้ง เป็นการแปลแบบ “เอาเรื่อง” มากกว่าแปลตรงตัวตามคำซึ่งได้ทรงแปลให้ผู้อ่านต่างวัฒนธรรมเข้าใจในเรื่องราวได้ มีอรรถรสแบบไทยแทรกพระอารมณ์ขันอย่างเหมาะสม โปรดเลือกสรรคำแปลกๆ ทำให้พระราชนิพนธ์ของพระองค์มีสีสันยิ่งขึ้น

 

 

33.    พระราชนิพนธ์เรื่องแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นบันทึกพระราชานุกิจในรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องราวกิจวัตรของรัชกาลที่ 8 ทั้งกิจวัตรส่วนพระองค์ พระราชกิจ และพระราชานุกิจขณะเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วันพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 ซึ่งภาษาที่ทรงใช้จะเป็นภาษาที่สั้น กระชับ และได้ใจความชัดเจน

 

34.    บทความพระราชนิพนธ์เรื่องเมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพระราชทานเป็นพิเศษแก่หนังสือวงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นพระราชนิพนธ์รูปแบบบันทึกประจำวัน ตั้งแต่เสด็จฯ จากประเทศไทย เพื่อไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงก่อนเดินทางจากเมืองไทยไปยังตำหนักวิลลาวัฒนา คือ ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งพระราชนิพนธ์นี้ ทรงพรรณนาความรู้สึกของพระองค์ขณะจากเมืองไทย สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์  ประโยคหนึ่งในนั้น ได้ทรงบรรยายความรู้สึกเมื่อได้ทรงขึ้นรถพระที่นั่ง แล้วมีราษฎรได้ตะโกนประโยคประวัติศาสตร์ ว่า

ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน

 ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า

ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้

เป็นที่น่าประหลาดว่า ต่อมาอีกประมาณ 20 ปี ทรงพบชายที่ร้องตะโกนทูลพระองค์ไม่ให้ทิ้งประชาชนนั้นเป็นพลทหารและในปัจจุบันเขาออกไปทำนาอยู่ในต่างจังหวัด เขากราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่ทรงทิ้งราษฎร เขาทูลว่าตอนที่เขาร้องไปนั้นเขารู้สึกว้าเหว่และใจหาย ที่เห็นพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปจากเมืองไทยกลัวจะไม่เสด็จกลับมาอีก เพราะคงจะทรงเข็ดเมืองไทย เห็นเป็นเมืองที่น่ากลัวน่าสยดสยอง เขาดีใจมากที่ได้เฝ้าฯ อีก กราบบังคมทูลถามว่า

 “ท่านคงจำผมไม่ได้ ผมเป็นคนที่ร้องไม่ให้ท่านทิ้งประชาชน”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ

“นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่จึงต้องกลับมา……”

 

35.    บทความที่ทรงพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียงจากนิตยสารต่างประเทศ
ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพและความก้าวหน้าจาก “Radio Peace and Progress” ในนิตยสาร Intelligence Digest 1 เมษายน พ.ศ. 2518
การคืบหน้าของมาร์กซิสต์” จาก “The Marxist Advance” Special Brief
รายงานตามนโยบายของคอมมูนิสต์” จาก “Following the Communist Line”
ฝันร้ายไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง” จาก “No Need for Apocalypse” ในนิตยสาร The Economist ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2518
รายงานจากลอนดอน” จาก “ London Report” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2518
ประเทศจีนอยู่ยง” จาก “Eternal China” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม พุทธศักราช 2518
ทัศนะน่าอัศจรรย์จากชิลีหลังสมัยอาล์เลนเด” จาก “Surprising Views from a Post Allende Chile” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518
เขาว่าอย่างนั้น เราก็ว่าอย่างนั้น” จาก ” Sauce for the Gander…” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518
จีนแดง ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก” จาก “Red China Drug Pushers to the World ” ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518
วีรบุรุษตามสมัยนิยม” จาก ” Fashion in Heroes” โดย George F. Will ในนิตยสาร Newsweek ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2522

เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4  แปลจาก Small is Beautiful โดย E.F.Schumacher หน้า 53-63 นามปากกา เล็กดีรสโต  เนื่องจากทรงมีพระนามลำลองว่า “เล็ก”

 

36.    ผลงานแปลชิ้นแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือ “ติโต”  โดยทรงแปลจากหนังสือ Tito ของ Phyllis Auty ในปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก ติโต ประธานาธิบดีของยูโกสลาเวีย เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศยูโกสลาเวียที่ประกอบด้วยประชาชนจากหลากหลายชนเผ่า มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นยามที่ประเทศชาติต้องพบกับภาวะวิกฤติ เพื่อร่วมกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญของประเทศไว้ หนังสือติโตนี้ ได้จัดพิมพ์เป็นเล่ม และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537  ทั้งนี้ ทรงประทับใจในวีรกรรมของจอมพลติโตมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนทรงตั้งชื่อแมวทรงเลี้ยงขณะประทับ ณ วิลล่า วัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ติโต”

 

37.    ติโต” เป็นแมวตัวเดียวที่เป็นแมวทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  มีสีน้ำตาลเข้ม และมีหูกับส่วนต่างๆ ออกสีเข้มกว่าตัว อกสีอ่อน ตาสีฟ้า เป็นแมวที่ชอบการท่องเที่ยว ชอบหนีไปเที่ยวข้างนอกแล้วเข้าพระตำหนักไม่ได้เป็นประจำ ทั้งยังช่างครวญครางคล้ายจะพูดได้เป็นที่สุด จะเห็นรูปของ “ติโต” ได้ในพระฉายาลักษณ์ทรงแต่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่เปียโน

 

38.    นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระเป็นงานแปลชิ้นที่สองของพระองค์ท่าน โดยทรงแปลจากหนังสือ A Man Called Intrepid ของ  William Stevenson ซึ่งตอนหลังได้มาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านคือ Revolutionary King  แต่หนังสือเล่มนี้โดนแบนในประเทศไทย ทรงเริ่มแปลหน้าแรกเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 และแปลหน้าสุดท้ายเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ได้นำมาจัดพิมพ์เพื่อวางจำหน่ายก่อนหนังสือติโต ซึ่งทรงแปลเป็นเล่มแรก คือจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2536

 

39.    หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แห่งวัดราชผาติการาม เมื่อปี พ.ศ. 2520 เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นคว้าเรื่องพระมหาชนกเพิ่มเติมในพระไตรปิฏก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2539 และแปลเป็นภาษาสันสกฤตอีกภาษาหนึ่ง สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะด้านวรรณศิลป์ของพระองค์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์สองภาษาในเล่มเดียวกัน และทรงเลือกใช้ภาษาโบราณ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อคงความขลังของเนื้อหาในบางตอน  เนื่องจากเนื้อหาที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ พระมหาชนกฉบับการ์ตูนเพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสอ่านได้ง่ายขึ้น ในปี พ.ศ. 2542

 

40.    ในหนังสือพระมหาชนก นอกจากการแปล ยังแสดงพระอัจฉริยภาพด้านทัศนศิลป์ไว้ด้วย นั่นคือภาพประกอบฝีพระหัตถ์ของพระองค์ โดยทรงใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพแสดงเส้นทางเดินเรือของพระมหาชนก รวม 4 ภาพ คือภาพวันที่ควรออกเดินทาง ภาพวันเดินทาง ภาพวันที่เรือล่ม และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ  แล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง  8  คน คือ  จินตนา  เปี่ยมศิริประหยัด  พงษ์ดำพิชัย นิรันต์ปรีชา  เถาทองเฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์, ปัญญา วิจินธนสาร, ธีระวัฒน์  คะนะมะ, เนติกร  ชินโย 

 

41.    เรื่องทองแดง”  เป็นเรื่องราวของสุนัขทรงเลี้ยง “ทองแดง” พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ได้แฝงข้อคิดคติธรรมที่มีคุณค่า โดยเฉพาะความกตัญญูรู้คุณของทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ  พ.ศ. 2545 และฉบับการ์ตูน  ตอนแรกสำนักพิมพ์จะใช้คำว่า “คุณทองแดง” ตามความนิยมของสื่อทั่วไป แต่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงท้วงว่า “ทองแดง” เป็นสุนัข แม้ว่าจะเป็นสุนัขทรงเลี้ยงก็ตาม สุนัขทั้งหลายในพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ไม่มีคำนำหน้า เรียกชื่อกันเฉยๆ  ทรงมีพระราชกระแสว่า ทองแดงไม่ใช่คนที่เป็นนางสาวและได้รับพระราชทานตราจุลจอมเกล้าฯ มีคำนำหน้าเป็น “คุณ” ดังนั้น ใช้คำว่า “ทองแดง” เฉยๆ จึงจะถูกต้อง

 

ทองแดงจึงกลายเป็นสุนัขทรงเลี้ยงคู่พระทัยที่มีชื่อเสียงที่สุด มีเสื้อทองแดงออกจำหน่ายเพื่อการกุศล ทรงตั้งบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ (แปลจากชื่อทองแดง) เพื่อดำเนินกิจการด้านค้าปลีกของร้าน Golden Place  จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการพระราชดำริต่างๆ  สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ และเกษตรกลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ

 

42.    ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์โปรดสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข ทรงเลี้ยงมาโดยตลอด เมื่อก่อนจะทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังๆโปรดเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทย  เคยทรงเลี้ยงลิงเผือกอยู่ตัวหนึ่งเพราะมีคนเอามาทูลเกล้าฯถวาย เมื่อก่อนมีโรงเลี้ยงช้างเผือกคู่พระบารมีอยู่ในสวนจิตรลดา มีคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างคู่พระบารมีช้างแรก  แต่ปัจจุบันโปรดเกล้าฯให้ย้ายช้างเผือกทั้งหมดไปยังต่างจังหวัดซึ่งมีสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมชาติ อาณาเขตกว้างขวาง  พระอุปนิสัยรักสัตว์ทำให้พระราชโอรส-ธิดาทุกพระองค์ทรงรักสัตว์โดยเฉพาะสุนัขไปด้วย

 

 

43.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัยคอมพิวเตอร์เข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ ทรงเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและพระองค์เอง และดังที่กล่าวแล้วว่า ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต จึงทรงนำพระปรีชาสามารถทั้งสองอย่างเข้ามาใช้ด้วยกัน

หลังจากที่พระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการแต่งเพลงไปได้สักระยะหนึ่ง  พระองค์สนใจในการออกแบบรูปแบบตัวอักษร หรือฟอนต์(Font) โดยพระองค์ทรงศึกษาโปรแกรม “Fontastic”
และได้ทรงประดิษฐ์ฟอนต์ภาษาไทย คือ ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์และฟอนต์ไทยอื่นๆอีกมากมาย
และนอกจากนี้พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์ฟอนต์ภาษาอื่นๆอีกด้วยเช่นฟอนต์ภาษาสันสกฤต ฟอนต์ภาษาเทวนาครี ซึ่งเป็นภาษาอินเดียโบราณ ซึ่งเป็นภาษามีความยากในการออกแบบกว่าฟอนต์อื่นๆมากและยังทรง ปรุง บัตรอวยพรปีใหม่ที่ใช้อักษรไทยประดิษฐ์พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด   

 

44.    ในวันสิ้นปี ของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี  นอกจากพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่”แล้ว ยังทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจ มาปรุแถบโทรพิมพ์ (เทเล็กซ์) พระราชทานพรปีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงาน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส. 9 เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า กส. 9 ปรุ ส.ค.ส. พระราชทาน ที่เป็นโทรพิมพ์เหล่านี้ เริ่มเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อปี พ.ศ. 2530

 

45.    เมื่อพระองค์ได้ทรงศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จนเชี่ยวชาญ จึงได้ทรงเริ่มต้นประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โทรสาร (แฟกซ์) พระราชทานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ  เมื่อทรงเปลี่ยนกรรมวิธีในการผลิต ส.ค.ส.พระราชทานเป็นคอมพิวเตอร์ จึงทรงเปลี่ยนคำเป็น  “ก.ส.9 ปรุง” จากการ “ปรุ” โทรพิมพ์ เป็นการ “ปรุง” ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามด้วย วันเดือนปีทื่ทรงประดิษฐ์  ทรงใช้กราฟฟิคอย่างดีเยี่ยมและเปี่ยมไปด้วยพระอารมณ์ขัน สะท้อนจากเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในปีต่อ ๆ มา หนังสือพิมพ์รายวัน ได้นำลงตีพิมพ์ ในฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมอย่างทั่วถึง

 

ส.ค.ส พระราชทานทุกปีใช้ ก.ส.9 ปรุง และวันที่ มาจนปีพ.ศ 2545 ทรงใช้คำต่อว่า “มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิลา” พ.ศ.2547 ทรงเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัย ปูทะเลย์ บ้านเชียง”  หลังๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2547 โปรดเกล้าฯพระราชทานเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สี เติมคำว่า “พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา”    เหล่านี้แสดงพระอารมณ์ขัน

 

46.    ปี พ.ศ. 2548 เป็นปีเดียว ที่ไม่ได้พระราชทาน ส.ค.ส เนื่องจากเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้มีคนไทยและต่างชาติเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และได้ทรงสูญเสียพระราชนัดดาไปในครั้งนี้ด้วย คือ คุณพุ่ม เจนเสน พระโอรสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีและนายปีเตอร์ เจนเสน อดีตพระสวามี  เดิมมีนามว่า “ภูมิ”  จากพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ภูมิพล”  แต่ตอนหลัง ทูลกระหม่อมตาได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อ “พุ่ม” ซึ่งเป็นชื่อโบราณไทยแท้

 

47.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงติดอบายมุขใดๆ ทรงดื่มวิสกี้ต่างประเทศบ้างบางครั้งที่มีพระสหายทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมโต๊ะเสวย   ทรงบุหรี่บ้างนานๆครั้ง ยี่ห้อที่โปรดคือ ลักกี้สไตรค์  แต่ไม่ทรงติดบุหรี่  กล่องหนึ่งทรงหลายเดือนกว่าจะหมด ปัจจุบันทรงเลิกนานแล้ว

 

48.    ทรงมีรสนิยมในการอ่านแบบชาวตะวันตก โปรดการ์ตูนฝรั่ง เช่น ตินติน (Tin Tin)  หรือเรียกตามภาษาฝรั่งเศสว่า แตง แตง  หนังสือการ์ตูน Mad เป็นต้น  ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ไทยและฝรั่ง นิตยสารต่างประเทศ เช่น Time, Newsweek,  The Economist เป็นต้น  โปรดทรงหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลสำคัญและ หนังสือเกี่ยวกับดนตรี

 

 

49.    โปรดการถ่ายภาพมาตั้งแต่เป็นพระอนุชา กล้องที่ทรงใช้เริ่มแรก ไม่มีที่วัดแสง จึงต้องใช้ทักษะการถ่ายภาพอย่างสูง ทรงถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพและเชี่ยวชาญในด้านการล้างฟิลม์เอง อัดเอง ทรงมีห้องมืดโดยเฉพาะ รับสั่งว่า รูปจะบอกถึงสถานที่และกาลเวลาได้ละเอียดกว่าคำพูด  ทรงเรียงเก็บพระรูปเข้าอัลปั้มด้วยพระองค์เอง ทรงเขียนเบอร์เรียงตามลำดับวัน เดือน ปี เก็บไว้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน

 

50.     กล้องตัวแรกที่ทรงใช้เมื่อพระชนมพรรษา 8 ปี ในราวปี พ.ศ. 2479 มีชื่อว่า CORONET MIDGET จากนั้น ทรงใช้ KODAK VEST POCKET MONTREUX นับเป็นกล้องตัวที่ 2 และทรงมีกล้องชั้นนำมากมายหลายยี่ห้อ เช่น ELAX LUMIE’RE , LINHOF ของประเทศ เยอรมันนี กล้อง HASSELBLAD ของประเทศสวีเดน IKOFLEX, CONTACT II เลนส์ ZEISS, ROBOT, กล้อง KIEV ของรัสเซีย  หลังๆทรงใช้กล้องของญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ คือ CANON, NIKON,  MINOLTA, RICOH, PENTAX และทรงลองกล้องคอมแพคแบบต่างๆ คือ CANON กล้องรุ่นล่าสุดที่พระองค์ท่านใช้ถ่ายรูปประชาชนเมื่อเสด็จกลับจากโรงพยาบาบศิริราช คือรุ่น CANON EOS 30D

 

 

51.    ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านช่างมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เนื่องจากสมเด็จพระราชชนนีทรงเข้มงวดเรื่องของเล่น ไม่ทรงซื้อให้ฟุ่มเฟือย ทรงอยากได้อะไรต้องซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเอง บางครั้งค่าขนมไม่พอ ก็ทรงแก้เครื่องไฟฟ้าเล็กๆน้อยๆให้ข้าราชบริพารเป็นงานพิเศษ

 

ด้านช่างไม้ โปรดการทำโมเดลเรือรบต่างๆ  เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ในพระตำหนักสวนจิตรลดาและวังไกลกังวล มีโรงต่อเรือที่ได้ทรงออกแบบเอง และทรงทดลองในสระภายในสวนจิตรลดา ทรงต่อเรือใบฝีพระหัตถ์ที่สำคัญลำแรก  เมื่อพ.ศ.2507 เป็นเรือใบประเภทเอนเตอร์ไพรส์  ชื่อเรือราชปะแตน ลำที่สองชื่อเรือเอจี ต่อมาในปีพ.ศ. 2508 ทรงต่อเรือใบประเภทโอเคตามแบบสากล ชื่อเรือนวฤกษ์ และทรงต่อเรือประเภทนี้ต่อมาอีกหลายลำ ได้แก่ เรือเวคา 1 เรือเวคา 2 เรือเวคา 3 นอกจากนี้ยังทรงออกแบบและต่อเรือใบประเภทม็อธด้วยพระองค์เองระหว่าง พ.ศ. 2509 – 2510  มี แบบ พระราชทานชื่อว่า เรือมด  เรือซูเปอร์มดเละเรือไมโครมด เรือใบลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบและต่อด้วยพระองค์เอง ในปีพ.ศ. 2510  คือเรือโม้ก เป็นเรือที่ทรงทดลองสร้าง โดยออกแบบให้มีลักษณะผสมระหว่างเรือโอเค และเรือโอเคซูเปอร์มด คือทรงออกแบบให้มีขนาดลำเรือใหญ่กว่าเรือซูเปอร์มด โดยให้มีขนาดใกล้เคียงเรือโอเค ใช้อุปกรณ์เสาและใบของเรือโอเค หลังจากนั้น  ก็มิได้ทรงออกแบบเรือใบอีก

 

52.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาแทบทุกชนิด  เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทรงเล่นสกี สเก็ตน้ำแข็งและฮอคกี้น้ำแข็งบ่อยครั้ง ต่อมายังสนพระทัยในกีฬาหลายประเภท เช่น สกีน้ำ ว่ายน้ำ เรือกรรเชียง เรือพาย แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน เทนนิส ฯลฯ ทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา  จะทรงเชี่ยวชาญกีฬาทางน้ำเป็นพิเศษ  เฉพาะอย่างยิ่งกีฬาเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเหรียญทองร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา จากการแข่งขันเรือใบประเภท โอเค ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4  เมื่อปี 2510  เป็นที่ชื่นชมยินดีของพสกนิกรไทยอย่างมาก  และทางราชการก็ได้กำหนดให้วันที่  16  ธันวาคม อันเป็นวันที่ทรงรับรางวัลเหรียญทอง เป็นวันกีฬาแห่งชาติด้วย

 

53.    เมื่อแปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล จะทรงเรือใบเป็นประจำ บางครั้งทรงเรือใบจากหน้าวังข้ามอ่าวกับม.จ.ภีศเดช รัชนี ไปยังสัตหีบ บางครั้งเสด็จขึ้นหน้าโรงแรมต่างๆ ไปเสวยพระสุทธารสหรือหน้าบ้านพักตากอากาศของข้าราชบริพาร แล้วก็เสด็จกลับ จะมีการแข่งเรือใบประเพณ๊ทุกปี ระหว่างทีมจิตรลดา-ราชนาวี ส่วนสมเด็จฯ ทรงว่ายน้ำเก่งมาก จะทรงว่ายน้ำจากทุ่นในทะเลหรือเรือรบที่จอดอารักขาอยู่หน้าวังเข้าฝั่ง หรือว่ายรอบเกาะสิงโต ซึ่งระยะทางไกลมาก

 

54.    เมื่อทรงว่างจากพระราชกรณียกิจ ทั้งสองพระองค์ทรงรักษาสุขภาพเพื่อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังพระวรกายด้วยการวิ่งระยะทางไกลหลายกิโลเมตรเป็นประจำ ทรงวิ่งขึ้นเขาลงเขา ทรงพระดำเนินเร็วๆ ทรงออกกำลังตามหลักที่ถูกต้อง มีการบันทึกพระชีพจร ความดันพระโลหิตทั้งก่อนและหลังการ รวมทั้งทรงกระตุ้นให้เกิดความอบอุ่นแก่พระวรกายก่อนเริ่ม และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังพระวรกาย โดยทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรเป็นแบบฉบับของนักกีฬาที่ดีและทำให้พระองค์แข็งแรง พร้อมที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ได้เสมอ

 

55.    ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาการช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ เล่าว่า  “…ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลำโพงขยายของเครื่องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดน ยี่ห้อ ‘Centrum’ จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริการเสียงตามสายไม่น้อย…”

ต่อมา ได้ทรงศึกษาเพิ่มเติมจากการอ่านตำราและทดลองทำ จนถึงระดับทรงซ่อมวิทยุสื่อสารด้วยพระองค์เอง  ทรงใช้วิทยุสื่อสารด้วยความคล่องแคล่ว ได้ทรงใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเพื่อการสดับตรับฟังข่าวสารและทุกข์สุขของพสกนิกรและพระราชทานความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 

 

56.    ได้มีบันทึกพระสุรเสียงที่เผยแพร่กันอย่างมาก ในเรื่องที่ทรงติดต่อสนทนากับศูนย์ควบคุมค่ายวิทยุสายลม โดยทรงใช้สัญญาณเรียกขาน VR009อันเป็นนามเรียกขานที่กรมไปรษณีย์โทรเลขในสมัยนั้นทูลเกล้าฯ ถวาย และในแต่ละข่ายวิทยุสื่อสารก็มีพระนามเรียกขานเป็นการเฉพาะในข่ายวิทยุสื่อสาร นั้นๆ แตกต่างกันไป อาทิ กส.9, เดโชชัย 1 และ 901  ในการสนทนาครั้งนั้น เป็นช่วงปี พ.ศ.2528 ซึ่งในกรุงเทพฯ ได้เกิดน้ำท่วม และทรงได้แนะนำในเรื่องการใช้วิทยุสื่อสารให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการแก้ปั­ญหาน้ำท่วมในครั้งนั้น และทรงใช้คำพูดในการสนทนาแบบเรียบง่ายเป็นกันเองในการติดต่อกับศูนย์วิทยุสายลม

 

57.    พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ได้เล่าอีกว่า การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟังและติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ…จึงทรงทราบความลำบากความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้แต่พล่ามบรรยายมาทางวิทยุบางคนหลับยามไม่พอยังกดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วยบางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี  ที่จัดได้ว่าโชคดีคือศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน” กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่งพนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อนเนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวรเมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสารจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้

 

 

58.    การวาดภาพสีน้ำมันก็เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย  ทรงหัดด้วยพระองค์เอง ช่วงถัดมาโปรดเกล้าฯให้ศิลปินเข้าเฝ้าเพื่อถวายคำปรึกษา อาทิ อาจารย์เหม เวชกร อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์จำรัสเกียรติก้อง อาจารย์เฟื้อหริพิทักษ์ อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ อาจารย์จุลทรรศน์พยาฆรานนท์ อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ อาจารย์อวบสาณะเสน และอาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นต้น  จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่าที่ปรากฏแบ่งออกเป็น3 ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือช่วงแรกลักษณะหนึ่งเป็นภาพแบบเหมือนจริง (Realistic) เป็นภาพสีน้ำมันพระบรมวงศานุวงศ์และภาพเหมือนราษฎร  ถัดมาจะเป็นคตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลัง ๆที่ทรงใช้เส้นสาย สีสด และอารมณ์ศิลปะอย่างเต็มที่เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism)

 

59.    หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ทรงเล่าว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเขียนภาพเหมือนซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมากแต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือนอันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ  ภาพฝีพระหัตถ์มีลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์โดยเฉพาะขณะทรงงานทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรงทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรดเส้นโค้งแต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย”

โปรดภาพของระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ ศิลปินมีชื่อชาวอินโดนีเซียที่เข้ามาเฝ้าและวาดพระบรมสาทิศลักษณ์ทั้งสองพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ถวาย และทรงซื้อภาพสีน้ำมันของเขาไปหลายภาพ

60.    พระเครื่องแบบเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน  เพื่อพระราชทานแก่ทหารตำรวจข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 – 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์ พระทุกองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับ พร้อมพระปรมาภิไธย

 

ทรงออกแบบพระสมเด็จจิตรลดาด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย ลักษณะของพระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับขัดสมาธิราบเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และเกสรดอกบัว 9 จุดอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว

 

มีคนน้อยมากที่ทราบว่า พระสมเด็จจิตรลดามีสองพิมพ์ คือพิมพ์ใหญ่ที่เห็นทั่วไป และพิมพ์เล็กสำหรับเด็ก พระราชทานเฉพาะเจ้านายรุ่นเล็กและลูกของข้าราชบริพารใกล้ชิด เช่น  รัตนาภา-รัตนาวุธ-วัชรกิติ วัชโรทัย  ฐานิสร์-ดิษธร วัชโรทัย ดร.จินตนันท์ชญาต์ร ศุภมิตร ฯลฯ

 

61.    มวลสารของผงพระพิมพ์ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย

a.       ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล

b.      เส้นพระเจ้า(เส้นผมพระเจ้าแผ่นดิน) ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม)ทุกครั้ง

c.       ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

d.      สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์

e.      ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนที่ 2 วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย

f.        วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด

g.       ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์วัดบวรนิเวศวิหารพระพุทธชินราชวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

h.      ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ

i.         ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกาซึ่งสมณทูตได้ถวายเก็บไว้ในเจดีย์ที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี

j.        ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

    1. น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และน้ำอภิเษก

 

62.    ในช่วงเวลาระหว่างที่พระราชทานพระ เหล่าทหารที่เข้าเวรยามอยู่ในพระตำหนักสวนจิตรลดา ถึงกับมีการจ้างกันยืนยาม ถ้าใครได้รับพระราชทานแล้ว จะให้คนอื่นมาเข้าเวรแทนเพื่อขอพระราชทานพระ โดยจะทรงใส่ไว้ในกระเป๋าฉลองพระองค์วันละ 4 องค์ เคยมีกุ๊กคนจีนจากห้องเครื่องจีนมาขอพระราชทาน โดยทูลว่า “ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์” บังเอิญวันนั้น โควต้าหมด พระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า “ขอเดชะ พระไม่มี”

 

ภายหลัง พระสมเด็จจิตรลดาเป็นที่นิยม มีการให้เช่าต่อกันด้วยราคาสูงลิบลิ่ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภว่า หากเงินที่ให้เช่าพระไปเป็นความจำเป็นของชีวิต ก็ไม่ทรงติเตียนอะไร

 

มีข้าราชบริพารเคยนำพระที่มีคนไปเช่ามาด้วยราคาแพงมาถวายให้ทอดพระเนตรตรวจดู พระองค์ได้วางพระลงในพระหัตถ์ชั่งด้วยการเดาะขึ้นลง แล้วลูบไปทั้งองค์ เสร็จแล้วส่งคืน พร้อมรับสั่งว่า “ไม่ใช่”

 

63.    พระนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริสร้างพระราชทานเป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัด ประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางของทุกจังหวัด และประจำหน่วยทหาร   ศาสตราจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์เป็นผู้ปั้นหุ่น พระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไข ติชมอย่างใกล้ชิดจนพอพระราชหฤทัยแล้วจริงได้โปรดเกล้าฯให้เททองหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2509  มีพุทธลักษณะเป็นพระปางมารวิชัย และทรงบรรจุพระจิตรลดาลงไปในบัวฐานองค์หนึ่ง

64.    ในยามที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้มีการโจมตีทหารตามชายแดนอย่างสม่ำเสมอ ได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพเหล่าทหาร ตำรวจและอาสาสมัครที่สละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนปีละหลายร้อยคน ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงปลุกใจต่างๆที่เป็นที่รู้จักกันดี อาทิ “เราสู้” “ดุจบิดามารดร” “ความฝันอันสูงสุด” ฯลฯ  ในการเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และหน่วยทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน บางครั้งเป็นพื้นที่สีแดง เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายและภยันตรายต่างมากมาย แต่ทั้งสองพระองค์มิได้ทรงหวาดกลัวแต่อย่างใด

65.    เหตุการณ์ที่น่าตกใจและใกล้พระองค์ที่สุดคือการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับในจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520   และได้เกิดระเบิดขึ้นสองครั้งในหมู่ราษฎรที่มารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้สะทกสะท้าน หากแต่ประทับอยู่อย่างองอาจสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย หลังจากเหตุระเบิดประชาชนบางส่วนได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล แม้ว่าราชองครักษ์จะทูลเชิญเสด็จกลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯ โรงพยาบาล เนื่องจากอันตรายเพราะทางที่จะกลับ  ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตราย อาจโดนยิงด้วยจรวดก็ได้ พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอม รับสั่งว่า เขามาเจ็บนี่เพราะเรามาเขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม  รับสั่งให้เลี้ยวรถยนต์พระที่นั่งไปโรงพยาบาลทันที พอเสด็จฯถึง ได้ทรงช่วยเหลือราษฎรบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดท่ามกลางกองเลือด

66.    จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆทุกภาคของประเทศเป็นประจำ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆแห่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนานหรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มี ผลผลิตให้เลย เป็นต้น สร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม

 

ในปี  พ.ศ. 2498 จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติโดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากร ที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝน ในเขตร้อนดังนั้น ในปี พ.ศ. 2499  โครงการพระราชดำริ ฝนหลวง” จึงได้เกิดขึ้นโดยทรงมอบให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการ ศึกษา วิจัย และ การพัฒนา กรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็วภายหลัง รัฐบาลจึงได้ตราพระราช กฤษฎีกาก่อตั้ง สำนักงานปฏิบัติการ ฝนหลวงขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 เพื่อ เป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ต่อไป

67.    ในสมัยก่อน จะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปลายปี  วังไกลกังวล หัวหินช่วงหน้าร้อน  หลังจากนั้น จะเสด็จฯไปประทับทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส และภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครตามลำดับ เมื่อเสด็จไปยังที่ใด ทอดพระเนตรปัญหาของประชาชน ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำ เป็นต้น โดยเฉพาะการคมนาคมที่ไม่สะดวกทำให้ไม่สามารถนำความเจริญต่าง ๆ เข้าไปถึงได้ จึงเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริมากกว่า 4000 โครงการ ที่เกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เช่น โครงการเกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า และวิศวกรรม ที่จะพัฒนาช่วยเหลือให้ประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทรงเน้นการพัฒนาอย่างเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งจะต้องสร้างพื้นฐานให้มั่นคงก่อน และประการสำคัญจะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ ต่อมาจึงพัฒนาสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นตามลำดับ และได้ทรงงานในภูมิภาคนั้นๆอย่างจริงจังและเป็นเวลานานเพื่อทรงติดตามผลการดำเนินงานของโครงการต่างๆ 

โดยการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวจะมีหน่วยงานพิเศษของทางราชการเป็นตัวกลางในการประสานงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการนอกเหนือจากนั้นจะอยู่ใต้ความดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนาที่ทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อเน้นการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริและกิจกรรมต่างๆที่ไม่ซ้ำซ้อนโครงการของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริอื่นๆ ที่ได้ก่อตั้งมานานแล้ว มีดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการ

68.    แนวพระราชดำริของพระองค์ที่ทุกคนรู้จักกันดีทั้งในและต่างประเทศก็คือ แนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีแบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ ได้แก่ พื้นที่น้ำ พื้นที่ดินเพื่อเป็นที่นาปลูกข้าว พื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ และที่สำหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 3:3:3:1 เป็นหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

69.     “ศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล นั่นคือปฎิบัติตนอยู่ในทางสายกลาง รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน จากผลงานทั้งหมดของพระองค์ท่าน องค์การสหประชาชาติโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดในด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime AchievementAward)เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2549

70.    ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษา ทรงก่อตั้งโรงเรียนจิตรลดา ให้จัดการศึกษาในระดับอนุบาลขึ้น ณ พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2498 ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ประทับ โดยมีท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์เป็นอาจารย์ใหญ่ โดยพระราชประสงค์ให้ พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงพระอักษรร่วมกับนักเรียนอื่นๆ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เพื่อจะได้เข้าพระทัยในสิ่งแวดล้อมและปัญหาของคนอื่น ตลอดจนรู้จักวางพระองค์ได้ถูกต้อง และทรงมีเมตตากรุณากับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทรงให้มีระเบียบวินัย และประหยัดอดออมทั้งด้านอุปกรณ์และการแต่งพระองค์  ภายหลังได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณของพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ปัจจุบัน ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เป็นผู้อำนวยการ  ในสมัยก่อน ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมาในงานปิดภาคการศึกษาประจำปีทุกปี เพื่อพระราชทานรางวัลเรียนดี และประกาศนียบัตรจบการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน

 

71.    อีกโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ คือโรงเรียนวังไกลกังวล ตั้งอยู่ที่อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนพ.ศ. 2481 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาวังไกลกังวล ซึ่งมีอยู่จำนวนมากแต่ไม่มีสถานที่เล่าเรียน มีฐานะเป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ได้พระราชอุปการะค่าใช้จ่ายจากเงินพระราชกุศลเป็นรายโรงเรียนวังไกลวังกล เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นเพิ่มเติม และได้มีการพัฒนาปรัปปรุงมาเป็นลำดับ  โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นสถานีโทรทัศน์ต้นข่ายในการเผยแพร่การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

 

72.    เมื่อวันที่30 ตุลาคม 2544 นักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวลมีโอกาสเข้ารับพระราชทานความรู้จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นพระอาจารย์พิเศษทรงสอนในรายการพระราชทาน ศึกษาทัศน์ เรื่อง ฝนหลวง และพระราชทาน ตำราฝนหลวง ผ่านเจ้าหน้าที่นำมาให้นักเรียนได้ไปศึกษาก่อน ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง  ต.บ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สิ่ง ที่นักเรียนทุกคนประทับใจมาก คือ หลังจากทรงอธิบายในห้องเกี่ยวกับเรื่องการใช้สารเคมี กระบวนการทำฝนหลวงแล้ว มีพระราชดำรัสว่า เดี๋ยวเราไปดูของจริงกัน วันนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสสั่งให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ทรงอธิบาย ถึงการปล่อยสารเคมีครั้งแรกและการก่อตัวของเมฆ  

73.    มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปีและ ได้ร่วมกับกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมถ่ายทอดสดทางช่อง True Vision ช่อง 186-200 และทางอินเตอร์เน็ต ทั้งแบบ Live Broadcast และ On Demand ที่เว็บไซต์http://www.dlf.ac.th โดยที่สถานีอยู่ที่โรงเรียนวังไกลกังวล หัวหิน  เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ตามโรงเรียนในถิ่นห่างไกล  ประธานมูลนิธิคือนายขวัญแก้ว วัชโรทัย

สถานีวิทยุโทรทัศน์ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลฯ หรือที่เรียกกันว่า “ครูตู้” ได้ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมในเรื่องการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6  พร้อมๆ  กัน ทั่วประเทศ รายการภาคบ่ายและภาคค่ำมีการสอนวิชาชีพระดับวิทยาลัยการอาชีพ วังไกลกังวลและระดับอุดมศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตวังไกลกังวล  เช่น  วิชาการท่องเที่ยว  วิชาการโรงแรม ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น  จีน)  กฎหมาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในการเรียนการสอนของสถานีเป็นอย่างมาก ทรงเปิดโทรทัศน์ทอดพระเนตรการถ่ายทอดเป็นประจำ และทรงให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนเสมอ

74.    พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เดิมเป็นทุ่งส้มป่อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซื้อที่ดิน 157,920 ตารางวา (ประมาณ 395 ไร่) เพื่อทรงสร้างพระตำหนักเพื่อใช้เป็นที่รโหฐาน ไว้ทรงพระอักษร แล้วเสร็จในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2456 ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นที่ประทับถาวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆมากมายตั้งอยู่ภายใน อาทิ กรมราชองครักษ์ กองราชเลขานุการในพระองค์ฯ  อาคารชัยพัฒนา โรงเรียนจิตรลดา แพทย์หลวงสวนจิตรลดา โครงการปลูกป่า โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา สวนดุสิดาลัย โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฯลฯ

75.    โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ทรงตั้งขึ้นเพื่อเป็นโครงการทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504  เป็นโครงการตัวอย่างที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาและสามารถนำไปปฎิบัติเองได้ แต่ละปีมีผู้เช้ามาศึกษาดูงานเกือบ 20000 คน และดำเนินงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเชิงธุรกิจและกึ่งธุรกิจ มีนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ผลิตกระดาษสา ฟาร์มโคนม แปลงสาธิต ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังลม และแสงอาทิตย์ โรงหล่อเทียนหลวงและโครงการอื่นๆ  มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดหลายอย่างภายใต้ยี่ห้อ “จิตรลดา”  อาทิ นม น้ำผลไม้ นมเม็ด และสินค้าอื่นๆ มีนายแก้วขวัญ วัชโรทัยเป็นผู้อำนวยการโครงการ

76.    ระหว่างที่เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรชาวภูเขาบนดอยสูง ได้ทรงรับทราบปัญหายาเสพติดจึงทรงส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวในหมู่คนไทยภูเขา เพื่อละเลิกการปลูกฝิ่นเคยปลูกกันอย่างแพร่หลาย เป็นต้นกำเนิดของโครงการหลวงซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2512 โดยม.จ.ภีศเดช รัชนี ทรงเป็นประธานกรรมการ ตอนแรกมีสถานะเป็นโครงการ และเมื่อต้นปี พ.ศ. 2535  โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนสถานภาพของโครงการฯ มาเป็นมูลนิธิ เรียกว่า มูลนิธิโครงการหลวงและพระราชทานเงินก้นถุง เพื่อใช้เป็นทรัพย์สินเริ่มแรก จำนวน 500,000 บาท เพื่อการริเริ่มงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ไปสู่การพัฒนาและการผลิตที่แน่นอนมีตลาดรองรับ รวมทั้งโครงการนำร่อง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สำคัญแก่การพัฒนาในที่สูง การสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตผล และผลิตภัณฑ์ของโครงการฯ โดยมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาสภาพต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญ ๆ ของประเทศเอาไว้   ปัจจุบันโครงการหลวงดำเนินการในจังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีผลผลิตออกจำหน่ายมากมาย เช่น ผักปลอดสารพิษ  ผลไม้ดอกไม้เมืองหนาว ถั่ว  น้ำผลไม้ กาแฟ และอื่นๆ ภายใต้ยี่ห้อโครงการหลวงและดอยคำ

77.    ในพระตำหนักสวนจิตรลดาฯ มีห้องเครื่องฝรั่ง ห้องเครื่องไทยในอดีตเคยดูแลโดยท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล มีห้องเครื่องกุ๊กชาวจีน    พระเจ้าอยู่หัวไม่เสวยอาหารรสจัดหรือรสเผ็ด จะเสวยเครื่องฝรั่ง โปรดปลาตาเดียวทอดเนย เสวยกับพระกระยา(ข้าว) เป็นพิเศษ ผัดผัก ผัดถั่วงอก ส่วนผลไม้ โปรดทุเรียนสุกนิดหน่อย และเมื่อก่อนเคยเสวยน้อยหน่า ปัจจุบันต้องทรงควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการอย่างเคร่งครัด โดยมีท่านผู้หญิงประไพ ศิวะโกเศศ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการ

78.    ในสมัยก่อนจะแต่งพระองค์เรียบโก้ ทรงสีมืดๆ กรมท่า เทา เคยได้ทรงได้รับตำแหน่ง Best Dress  จากต่างประเทศ เคยทรงตัดสูทกับช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษชื่อ มร. วัตสัน อยู่ร้านโฮเวสท์แอนด์เคอร์ติส ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้ทรงตัดในประเทศกับร้านยูไลยเทลเลอร์มาเป็นเวลายาวนาน  แบบเสื้อที่โปรดคือแบบเบลเซอร์ ซึ่งเป็นเสื้อนอกสไตล์สปอร์ตสวมใส่สบาย ไม่ต้องผูกเนกไท ฉลองพระองค์ที่ทรงแต่ละชุดทรงได้นานเฉลี่ยชุดละแปดปี แต่ชุดที่ทรงนานที่สุดทรงนานถึง 12 ปี เวลาทรงเรือใบ โปรดฉลองพระองค์ฮาวายสีสันสดใส และพระสนับเพลาสั้น ช่วงหลังๆโปรดฉลองพระองค์สีสดๆ เช่น สีเหลือง สีชมพู สีฟ้า สีแสด เป็นต้น ส่วนเนคไท ข้าราชบริพารชอบซื้อสีสดๆมีลวดลายมาถวาย เคยทรงสีชมพูเสด็จฯออกจากโรงพยาบาลศิริราช กลายเป็นสีฮิตทั้งเมือง

79.    เมื่อเสด็จเยือนต่างประเทศ ทรงเห็นว่า ผู้ชายชาวฟิลิปปินส์หรือชนชาติอื่นๆต่างก็มีชุดประจำชาติ จึงทรงมีพระราชดำริว่าผู้ชายไทยเราควรจะมีชุดประจำชาติบ้าง ชุดพระราชทานที่สวมใส่กันทุกวันนี้เป็นชุดที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายชูพาสน์ ชูโต นายพิชัย วาศนาส่ง และร้านยูไลยช่วยกันออกแบบปรึกษาแก้ไข โดยให้มีคอแบบไทยๆ และทรงวินิจฉัยแก้ไขแบบเพื่อพระราชทานให้แก่คนไทย มี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นนายแบบกิติมศักดิ์สวมใส่ออกงานจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

80.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกและของประเทศไทย  เมื่อครั้งฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 ทางรัฐบาลได้ทูลเชิญประมุขและผู้แทนพระองค์จากประเทศที่มีกษัตริย์ปกครองรวม 25 ประเทศ เสด็จฯร่วมงานเฉลิมฉลองในครั้งนั้น โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ตัวแทนชองพระราชอาคันตุกะกล่าวสุนทรพจน์ ได้ทรงยกย่องพระเจ้าอยู่หัวเป็น King of Kings  ซึ่งนับว่าทรงได้รับการยอมรับและยกย่องในหมู่พระมหากษัตริย์ทั่วโลกเป็นอย่างสูง

81.    ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการจัดการทรัพยากรน้ำที่สุดในประเทศ เนื่องจากการที่ทรงคลุกคลีเกี่ยวกับน้ำมาตลอดเกือบ50  ปี โครงการพระราชดำริด้านชลประทานโครงการแรกก็คือ อ่างเก็บน้ำเขาเต่าในปี พ.ศ. 2506 และในโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 40 เปอร์เซ็นต์เป็นโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ โครงการแก้มลิง เป็นอีกโครงการที่บริหารจัดการพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อระบายออกสู่ทะเลภายหลังลดปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯและปริมณฑล มาจากการช่างสังเกตการเคี้ยวกล้วยของลิงเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อบำบัดน้ำเสีย และเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในโลกที่จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ..2536 และยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber of Inventor องค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ภายในงาน “Brussels Eureka 2000ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมอีกด้วย

จากพระราชดำรัสเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ ปี พ.ศ. 2538 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสายพระเนตรยาวไกลเรื่องนี้  ซึ่งถ้ามีการจัดการตามแนวพระราชดำริในตอนนั้นอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยก็คงจะไม่สูญเสียในมหาอุทกภัยปี 2554 ถึงเพียงนี้  

82.    ในด้านทรัพย์สินส่วนพระองค์  เคยมีนิตยสารต่างประเทศจะประเมินว่าทรงมีพระราชทรัพย์มากมาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ข้อมูลไม่ถูกต้อง

เดิมทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์จะเก็บรวมกันในท้องพระคลังมหาสมบัติ เช่น “เงินถุงแดง” ที่ได้จากการแต่งสำเภาค้าขายต่างประเทศส่วนพระองค์ ของรัชกาลที่ 3 โปรดให้ใส่ถุงแดงเก็บไว้ข้างพระแท่นบรรทม จึงเรียกกันอีกนามหนึ่งว่า “เงินพระคลังข้างที่”  ซึ่งเก็บสำรองตกทอดมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่5  เกิดวิกฤตการณ์ รศ 112ได้เงินท้องพระคลังไม่พอ ก็ได้ทรงใช้เงินถุงแดงจ่ายค่าปฎิกรรมสงครามแก่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนให้ประเทศสยามรักษาเอกราชไว้ได้ 

 นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ ได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์โดยออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  พ.ศ. 2479 และยกฐานะเป็นนิติบุคคลในปี พ.ศ. 2491 แยกทรัพย์ส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ออกจากจากกัน โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง มีรัฐมนตรีว่าการเป็นประธานกรรมการผู้รับผิดชอบโดยตำแหน่งและนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาเป็นผู้อำนวยการ มีหน้าที่คอยดูแลบริหารจัดการทรัพย์สินของราชวงศ์จักรี ที่แยกต่างหากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ ดังนั้น มูลค่าของหุ้นในบริษัทที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้นอยู่ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) และทิ่ดินต่างๆ  ฯลฯ จึงมิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นทรัพย์สินของรัฐ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานปฎิรูปที่ดิน (สปก.) นำที่ดินประมาณครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 44000 กว่าไร่) ไปจัดสรรให้ราษฎรทำกินทรงตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบนที่ดินเหล่านี้  ที่เหลือร้อยละ 93 ให้เช่ากับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเพื่อสังคม และประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางในอัตราค่าเช่าต่ำกว่าตลาดมาก เหลือเพียงร้อยละ 7 ที่ให้เอกชนเช่าออกไปในอัตราธุรกิจ

ส่วนทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ที่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องยศ และอื่นๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินของมหากษัตริย์ ปัจจุบันเก็บรักษาและทำทะเบียนทรัพย์สินโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่นพระราชวังต่างๆ อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง

ในส่วนของทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น ได้มีการบริหารจัดการโดยสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์  เป็นทรัพย์ที่เป็นพระมรดกตกทอด ดอกผลจากการลงทุนส่วนพระองค์ต่างๆ และเงินทูลเกล้าฯถวายให้ทรงใข้สอยตามพระราชอัธยาศัย   และได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาใช้ในโครงการพระราชดำริต่างๆ  มูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์  ตลอดจนการกุศลและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในการนี้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย เนื่องจากถือว่าเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ในขณะที่ทรัพย์สินส่วนพระองค์มิได้รับยกเว้นภาษีอากร

83.    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยในพสกนิกรและทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทยกว่า60 ปี  ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ นานับประการ ทรงผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงของประเทศมาแล้วมากมาย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2  ผลกระทบของพระบรมวงศานุวงศ์หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 การเผชิญหน้ากับรัฐบาลเผด็จการ  ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 การปฎิวัติรัฐประหารนับครั้งไม่ถ้วน กบฎเมษาฮาวายที่ต้องเสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับ ณ จังหวัดนครราชสีมา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ต้องทรงไกล่เกลี่ยระหว่างพลเอกสุจินดา คราประยูรและพลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ รวมทั้งเหตุการณ์นองเสือดการชุมนุมประท้วงทั้งจากฝ่ายพันธมิตรและนปช. ตลอดเวลา ทรงมีสติ สุขุมลุ่มลึก และได้ทรงแก้ไขปัญหาระดับชาติต่างๆด้วยพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ยากที่ใครจะเทียบ โดยไม่เคยแสดงพระอารมณ์ส่วนพระองค์หรือทรงก้าวก่ายใดๆทางการเมือง ดังนั้นข่าวต่างๆในฟอร์เวิร์ดเมล์หรือโซเชียลมีเดียเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวที่นำมาเล่าต่อจึงเป็นเรื่องลบหลู่พระเกียรติและไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น

Share via email

You may also like...