69 พระราชดำรัสในหลวง ครองแผ่นดินโดยธรรม

Share via email

il_50162

เรียบเรียงโดย “ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร”  ที่มา: นิตยสาร HELLO

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทยโดยรัฐสภาได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ในการกราบบังคมทูลอัญเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช  เสด็จฯขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป เป็นรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี โดยทรงมีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช……

จากวันนั้น…..ถึงวันนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเอนกอนันต์อันเป็นคุณูปการแก่ประเทศและประชาชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 69 ปี แห่งการครองราชย์  หลักในการดำรงพระองค์ พระวิริยะอุตสาหะ การทรงงานต่างๆ ได้อยู่ในพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสและพระราชกระแสในวาระต่างๆตลอดมา

พระบรมราชโองการ หมายถึง คําสั่งของพระมหากษัตริย์ ส่วนพระบรมราโชวาท หมายถึง โอวาทคำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์ เช่น พระบรมราโชวาทในการพระราชทานปริญญา

พระราชดำรัสและพระราชกระแส หมายถึง คำพูดของพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้พระราชทานไว้ให้ คนกลุ่มบุคคลในโอกาสหรือวาระต่าง ๆ กันไป คำว่า ดำรัส ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายความว่า คําพูดของเจ้านายเพราะฉะนั้น พระราชดำรัสและพระราชกระแส คือ คำพูดของพระมหากษัตริย์

พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสและพระราชกระแส ทั้งสิ้น เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ทรงเลือกคำที่เหมาะสมลึกซึ้ง แสดงให้เห็นหลักความคิดและหลักการทรงงานต่างๆ แม้มีสำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ร่าง แต่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ทรงพระวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแก้ไขด้วยพระองค์เอง                   บางครั้ง ก็ต้องทรง “สด” เช่นตอนเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเตรียม “สปีช” เอง รับสั่งว่า

“ความจริง ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมเสมอ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ใช้ เพราะเวลาเขากล่าวสุนทรพจน์สดๆมา ใครจะไปควักกระดาษขึ้นมาอ่านได้ เราก็ต้องว่ากันสดๆตอบเขาไปเหมือนกัน”

แม้กาลเวลาผ่านมาเนิ่นนาน แต่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแสเหล่านั้น ยังเป็นอะกาลิโก คือทันสมัย ใช้ได้ตลอด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

1. ความตั้งพระราชหฤทัยในการดูแลอาณาประชาราษฎร์ มีมาตั้งแต่ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติ ดังพระราชบันทึก เมื่อครั้งเสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 ธันวาคม 2489

”…..ถ้าประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนอย่างไรได้..”

2.“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
พระปฐมบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เป็นพระปฐมบรมราชโองการที่มีชื่อเสียงที่สุด และกาลเวลาได้พิสูจน์ว่าทรงทำตามที่ทรงสัญญาไว้ทุกประการ

กาลเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นถึงพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่ทรงสอนให้คนมีความสามัคคี รักชาติและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในเรื่อง “รู้ รัก สามัคคี” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีคุณค่าและมีความหมายลึกซึ้ง สามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยดังเช่น

3.”ข้อสังเกตที่ประทับใจข้าพเจ้า ในระหว่างที่อยู่ในประเทศต่างๆเหล่านี้ (หลังเสด็จฯทรงเยือนต่างประเทศ) ข้อหนึ่งนั้นก็คือประเทศไหน ประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัยดี  ประเทศนั้น ก็เจริญและอยู่ในฐานะดี  ยิ่งมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันมากก็ยิ่งเจริญมาก……..ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความพัฒนาถาวร…..”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินออกให้ประชาชนเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม  19 มกราคม 2504

4.“ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น

มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคน ที่จะต้องร่วมมือกระทำ พร้อมกันไปโดยสอดคล้องเกื้อกูลกัน”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีตรวจพลสวนสนาม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก 8 มิถุนายน 2514

5.“ความสามัคคีนั้น อาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่างหรือการอยู่ เป็นสังคมย่อมต้องมีความขัดแย้งกัน ความคิดต่างกัน ซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชาและความปรองดองด้วยการใช้ปัญญา การแย้งต่าง ๆ ย่อมเป็นประโยชน์ หากมีรากฐานของความคิดอย่างเดียวกัน รากฐานของความคิดนั้นคือ แต่ละคนจะต้องทำให้บ้านเมืองมีความมีความเป็นปึกแผ่น”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ 29 ตุลาคม 2517

6. “สามัคคี คือการเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิธีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแย่งตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมนั้นคือความมั่นคงของบ้านเมือง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล 15 มกราคม 2519

7. “การที่ในประเทศใดมีประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกัน โดยสันติ ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคน

ไม่มีใครอยากให้มีความวุ่นวายในหมู่คณะในประเทศชาติ เพราะว่าถ้ามีความวุ่นวายนั้นเป็นความทุกข์

ทุกคนต้องการความสุขหากความสุขนั้นก็จะมาจากความปรองดอง และความที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยยุติธรรม”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่รองประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำกระทรวงเข้าเฝ้าฯ 21 ธันวาคม 2537

ทรงเน้นย้ำในหลายวาระ เรื่องความดีและความเป็นคนดี การทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เหมือนการปิดทองหลังพระ ดังนี้

8. “…..การทำงานด้วยใจรักนั้น ต้องหวังผลงานเป็นสำคัญแม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็นก็ไม่น่าวิตก เพราะผลสำเร็จนั้น จะเป็นประจักษ์พยานที่มั่นคง ที่พูดเช่นนี้เหมือนกับสอนให้ปิดทองหลังพระ…การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงคนโดยมากไม่ชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น  แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองช้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย  พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…”

พระบรมราโชวาทในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25  กรกฎาคม 2506

9. “…..ในบ้านเมืองนี้ มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมีใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512

10.“ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่น่า
ที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่ แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 13 มีนาคม 2514

11. “คนไทย รักษาชาติ รักษาแผ่นดิน เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาได้ ด้วยสติปัญญาความสามารถ และด้วยคุณความดี อิสรภาพ เสรีภาพ ความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนความเจริญ ทุกอย่างที่มีอยู่บัดนี้ เราทั้งหลายในปัจจุบัน จึงต้องถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบอย่างสำคัญ ในอันที่จะรักษาคุณความดี พร้อมทั้งจิตใจที่เป็นไทยไว้ให้มั่นคงตลอดไป”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธี
เฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2521

12.“การทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์

จึงทำได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ว่าที่ร้อยตำรวจตรีฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจฯ 10 มีนาคม 2529

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะอันแน่วแน่มั่นคงในบวรพุทธศาสนา โดยได้เสด็จออกทรงพระผนวช ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 ในระหว่างนั้นได้ทรง ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกได้ทรงกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า …

“ทรงปฏิบัติพระองค์ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมของพระพุทธศาสนา มีราชธรรม ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา และทรงนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ในโอกาสต่างๆ และบำรุงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมากมิได้ขาด ส่วนในด้านหน้าที่ราชการนั้น ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางพระพุทธศาสนา ตามราชประเพณีโดยมิได้ขาดตกบกพร่อง เช่น พระราชกรณียกิจเนื่องในเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมือง พระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์ในการเอื้ออำนวยแก่การปกครองคณะสงฆ์และเชิดชูผู้ทรงศีลทรงธรรมให้เป็นที่ปรากฏ ตลอดถึงพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ การสั่งสอนและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

 

ทรงน้อมนำเอาหลักศาสนามาอยู่ในพระบรมราโชวาทและพระดำรัสเสมอๆ ดังนี้

13. “…พระพุทธศาสนา แสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุความสุขสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผลว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร เพียงใด ก็ได้ผลอย่างนั้น เพียงนั้น…”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย 26 พฤศจิกายน 2513

 

พระบรมราโชวาทและราชดำรัสในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน การปกครอง และทรงสอนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งทรงยึดถือเป็นหลักดำเนินพระองค์เสมอว่า ดังนี้

14.“ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจที่จะให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ คือความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ ด้วยความสุจริตและด้วยความรู้ความสามารถด้วยจริงใจ ไม่นึกถึงเงินทองหรือนึกถึงผลประโยชน์ใดๆ ก็เป็นการทำหน้าที่โดยตรงและได้ทำหน้าที่โดยเต็มที่”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ 13 ธันวาคม 2511

15. “…..มานึกดูว่า ในเมืองไทยนี้ การปกครองบ้านเมืองก็ทำมาคล้ายเป็นตำรามาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ใช้ตำราต่างประเทศมากเท่าไรเลย ที่เมืองไทยเราอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะใช้ตำราของเราเองเรามีวิธีปกครองหลายวิธี….หลายประเทศในโลกมีนิสัยใจคอของตัว มีความเป็นประเทศประเทศของตัวมาช้านานแล้ว….การปกครองของเมืองไทยเราก็ไม่ใช่ว่าจะต้องหยุดนิ่งคงเดิมอยู่เสมอ ต้องเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน แต่ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผล …….”

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอล “ส.ส.มหากุศล”  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 26 กันยายน 2512

16. “…รัฐก็คือประเทศชาติส่วนกลาง และมนตรีของรัฐนั้นก็เป็นผู้ใหญ่ของรัฐ เป็นผู้ที่สามารถที่จะรับความรู้และนำความรู้นั้นมาปฎิบัติ ทั้งหมดนี้ นอกจากจะมีความตั้งใจมั่นแล้ว ก็ต้องมีความตั้งใจตามที่ได้ปฎิฐานว่าจะซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าหากว่าแต่ละคนมีความตั้งใจแล้ว แต่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน จะเปะปะไปทางโน้นที ทางนี้ที ไม่มีทางที่จะสำเร็จในงานการใดๆ…”

พระราชดำรัสในโอกาสที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฎิญานก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 5 พฤษภาคม 2526

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการถ่ายทอดวิชาการ การศึกษา ผู้ให้และผู้รับ ดังพระบรมราโชวาทเหล่านี้ ทรงมีกตัญญูกตเวทิตาแก่พระบิดาพระมารดา และพระอาจารย์ดังที่เป็นที่ทราบกันทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งสาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้เข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันทำงานโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนหรือความต้องการของสาธารณชนด้วย

สำหรับวิธีการมีส่วนร่วมพระองค์ทรงนำ “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหารจัดการดำเนินงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา โดยหากจะทำโครงการใดจะทรงอธิบายถึงความจำเป็นและผลกระทบที่เกิดกับประชาชนทุกฝ่าย รวมทั้งผู้นำชุมชนในท้องถิ่น เมื่อประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยแล้ว หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและร่วมดำเนินการมีความพร้อม จึงจะพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการนั้นๆต่อไป ทรงใช้หลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า

17. “…ประเทศหรือสังคมจะอยู่ได้…….ต้องมีพวกที่ให้และพวกที่รับ พวกที่ให้สำคัญที่สุดได้แก่ บิดามารดา ต่อมาก็มีครูบาอาจารย์ ผู้ที่ให้นั้นเพราะได้รับก่อนจึงให้ได้ ทุกคนเกิดมาได้ก็เพราะได้รับกำเหนิดจากบิดามารดา ได้มาเป็นครูบาอาจารย์ก็เพราะได้รับวิชาความรู้ตกทอดกันมา….

พระบรมราโชวาท พระราชทานศึกษาธิการจังหวัด และผู้ตรวจการศึกษาทั่วราชอาณาจักร  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 13 ธันวาคม 2511

18. “…เราเป็นนักเรียน เราไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญ……. ถ้าหากว่าในด้านไหนก็ตาม เวลาไปปฎิบัติให้ถือว่าเราเป็นนักเรียน ชาวบ้านเป็นครู หรือ “ธรรมชาติเป็นครู” การที่ท่านทั้งหลายจะออกไปก็จะไปในหลายๆด้าน…ก็ต้องเข้าใจว่า เราอาจจะเอาความรู้ไปให้เขา แต่ก็ต้องนับถือความรู้ของเขาด้วย จึงจะมีความสำเร็จ….”

พระบรมราโชวาทแก่บัณฑิตอาสาสมัครพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ. เมือง จ.สกลนคร วันที่ 22 พฤศจิกายน 2528

พระบรมราโชวาทและราชดำรัส เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป หลักการทรงงาน ทรงสอนเรื่องความเข็มแข็ง การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานับประการ ตัวพระองค์เองทรงริเริ่มดำเนินงานโครงการต่างๆ ในระยะแรกที่ไม่ได้มีความพร้อมในการดำเนินงานมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย ทรงอดทนและมุ่งมั่นดำเนินงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงดังเช่นพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” เพื่อให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไม่รอดชีวิต

ทรงดำรงพระองค์ในเรื่องความประหยัดเป็นตัวอย่าง ไม่ทรงใช้สิ่งของฟุ่มเฟือย ทรงเรียบง่าย และทรงใช้ของใช้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหา ทรงมองปัญหาในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม ทรงกล่าวถึงจุดเล็กๆก่อนไปสู่สังคมโดยรวม  ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า

19. “..การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคงเพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรเศรษฐกิจ และสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นผู้แต่งสร้างมิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ….

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ตุลาคม 2522

20. “การใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัวช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 31 ธันวาคม 2502

21.“จิตใจและความประพฤติที่สะอาดและมีระเบียบ เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตจิตใจทั้งความประพฤติดังนั้นใช่จะเกิดมีขึ้นเองได้ หากแต่จำเป็นต้องฝึกหัดอบรมและสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บุคคลเกิด ดังที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ได้เฝ้าพยายามกระทำสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งเพื่อให้สามารถรักษาตัวและมีความสุข ความสำเร็จในการครองชีวิต ทั้งให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ด้วยความผาสุกสงบ”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดการสัมมนาของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เรื่อง การพัฒนาสังคมในด้านศีลธรรมและจิตใจ 15 ธันวาคม 2516

22.“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ

ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต
31 ตุลาคม 2518

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจริยภาพด้านการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารอิเลคโทรนิก วิทยุกระจายเสียง และด้านดาวเทียม ทรงมีพระดำริให้พัฒนาด้านวิทยุสื่อสารอย่างจริงจังและต่อเนื่องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากทรงใช้เครื่องมือเหล่านี้ติดพระองค์เสมอๆ เพื่อสดับรับฟังข่าวทุกข์สุขของประชาชน  สนพระราชหฤทัยด้านคอมพิวเตอร์ วิทยุกระจายเสียง ทรงมีสถานีวิทยุส่วนพระองค์ในพระราชวัง ชื่อสถานีวิทยุอ.ส (ย่อมาจากพระที่นั่งอัมพรสถาน) และทรงจัดตั้งการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล เพื่อนักเรียนในชนบทห่างไกล

อนึ่ง เกี่ยวกับการสื่อสารมวลชน ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทและราชดำรัสเรื่องการมีสิทธิเสรีภาพ และการเสนอข่าวสารข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

23. “ผู้มีหน้าที่สื่อข่าวก็ดี หรือมีหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างคนหลายชาติหลายชั้นก็ดี ควรสำนึกอยู่เสมอว่างานของเขาเป็นงานสำคัญและมีเกียรติสูง เพราะหมายถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการร่วมกันสร้างสันติสุขให้แก่โลก การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวังหรือแม้แต่คำพูดง่ายๆเพียงนิดเดียว ก็สามารถทำลายงานที่ผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร้างไว้ด้วยความยากลำบากเป็นเวลารแรมปี หากจะแก้ตัว่าการพูดพล่อยๆเพียงสองสามคำนี้ เป็นเรื่องเล็กไม่น่าจะเก็บมาถือเป็นเรื่องใหญ่เลยก็ไม่ถูก เหมือนฟองอากาศนิดเดียวถ้าเข้าไปอยู่ในเส้นเลือด ก็จะสามารถปลิดชีวิตคนได้ทั้งคน และน้ำตาลหวานๆก้อนเล็กนิดเดียว ถ้าใส่ลงไปในถังน้ำมันรถ ก็จะทำให้เครื่องจักรดีๆของรถเสียได้โดยสิ้นเชิง”

พระราชดำรัสในการถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิแตน ระหว่างเสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกา วันที่ 8 มิถุนายน  2510

24.“…การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย….”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ 9 กรกฎาคม 2514

25.“การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ที่เขามีอยู่เท่าเทียมกันทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้น จะทำให้มีความยุ่งยากจะทำสังคมและชาติประเทศต้องแตกสลายจนสิ้นเชิง…..”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แถลงการณ์ สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เรื่อง “การใช้เสรีภาพเพื่อความปรองดองสมานฉันท์” เนื่องในวันนักข่าว 5 มีนาคม 2520

 

พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการวิถีทำงานหาเลี้ยงชีพของประชาชนทั่วไป แนวทางปฎิบัติในการทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

26.“คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องอยู่เป็นหมู่คณะ และถ้าหมู่คณะนั้นมีความสามัคคี คือเห็นอกเห็นใจ

ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือในทุกเมื่อ ช่วยกันคิดว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่สมควร สิ่งใดที่จะทำให้นำมาสู่ความเจริญความมั่นคง ความสุขก็ทำ สิ่งใดที่นำมาซึ่งหายนะหรือเสียหายก็เว้น และช่วยกันปฏิบัติทั้งหน้าที่ทางกายทั้งหน้าที่ทางใจ”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี 16 เมษายน 2519

27.“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบ เป็นหลักสำคัญ

ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบและหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้ ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสำหรับใช้กระทำการทำงาน สิ่งหลังเป็นปัจจัยสำหรับส่งเสริมความประพฤติ และการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม
4 จังหวัดภาคใต้ จังหวัดปัตตานี 24 สิงหาคม 2519

 

พระบรมราโชวาทและราชดำรัสในการป้องกันประเทศและสถานการณ์ก่อการร้ายแก่ทหาร ตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ

28. “…ในปัจจุบันนี้ ศัตรูของเรามาในรูปการก่อการร้าย มาด้วยอาวุธก็มาก แต่มาในรูปการก่อการร้ายด้วยการยุยงในแตกแยกกันก็มากเหมือนกัน และไม่ใช่ตามชายแดน ในเมืองใหญ่ๆในภาคต่างๆทุกภาคแม้แต่ภาคกลางนี้ แม้แต่กรุงเทพฯนี้ ก็มีการแทรกซึมและการยุแหย่ให้เกิดแตกสามัคคีให้เกิดความยุ่งยาก เป็นสงครามสมัยใหม่ ขอให้พิจารณาดู ถ้าทุกคนเข้มแข็ง มุ่งหน้าที่จะเรียน และมุ่งหน้าที่จะตั้งตัวเป็นคนดี ก็เท่ากับทุกคนเป็นทหารทั้งชายหญิง ช่วยบ้านเมืองให้ดำรงอยู่และเมื่อบ้านเมืองดำรงอยู่แล้ว เอกชนทุกคนก็จะอยู่ได้ด้วยความผาสุข”

พระราชดำรัสพระราชทานคณะกรรมการจัดงานชุมนุมนักศึกษาชาวเหนือ “ชาวเหนือบอล”  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 31 มีนาคม 2513

29“….ขอให้คิดถึงประชาชนเหมือนลูก ขอให้ทหารช่วยดูแลประชาชนนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติในการป้องกันประเทศ….. “

พระราชกระแสรับสั่งแก่พันเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บังคับการกรมผสมที่ 23 และพันโทพิศิษฐ์ เหมะบุตร ผู้บังคับกองพันทหารราบกรมผสมที่ 23 ในการเสด็จฯเยี่ยมหน่วยรบเฉพาะกิจซึ่งตั้งฐานปฎิบัติการอยู่ที่ภูพานน้อย อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม 30 ตุลาคม 2516

30. “…ความจงรักภักดีในชาตินั้น คือความสำนึกตระหนักในความเป็นไทย ในอิสรภาพและในหน้าที่ที่จะธำรงรักษาชาติประเทศไว้ให้เป็นอิสระมั่นคง”….

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ทหารรักษาพระองค์ในพิธีถวายสัตย์ปฎิญานตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์  3 ธันวาคม 2525

พระราชดำรัสอันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์คอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ช่วงปีพ.ศ.2508-2523 เป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การโจมตีของลัทธิคอมมิวนิสต์ มีการสู้รบตามแนวชายแดนมากมาย และเกิดเหตุการณ์สำคัญ คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519″การให้” เป็นหลักการทรงงานอย่างหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงใช้ “หลักสังฆทาน” ซึ่งมีความหมายลึกซื้ง คือ “ให้เพื่อให้” เป็นการให้โดยไม่เลือก ให้เพื่อให้จริงๆ ไม่ได้ให้เพื่อคิดหวังผลตอบแทนว่า เมื่อให้แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรับสั่งว่า

31.“รู้ไหมว่าทำไมโดมิโนจึงมาหยุดที่เมืองไทย …..เพราะสังคมไทยและคนไทยนั้นยังเป็นสังคมที่ให้กันอยู่ บ้านเมืองสงบลงได้เพราะเรา “ให้” กับแผ่นดิน”

(ทฏษฎีโดมิโน่ของประธานาธิบดีไอเซนเฮาเวอร์ของสหรัฐอเมริกาที่อุปมาจากลักษณะเกมโดมิโน่ หากตัวหนึ่งตัวใดล้ม ตัวอื่นๆจะล้มตามเป็นลูกโซ่ กล่าวคือคาดว่าประเทศไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามประเทศอื่นใกล้เคียง เช่น ลาว กัมพูชา ฯลฯ )

พระราชดำรัสที่ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ในหนังสือ  “ร้อยเรื่องเล่า เกร็ดทรงงาน”

32 “….หากปากท้องเขาอิ่ม เขาก็จะไม่เป็นคอมมิวนิสต์…..”

พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี  จากบทความเรื่อง “ยอดกษัตริย์ จอมทัพไทย”

 

จากพระบรมราโชวาทและราชดำรัสในการพัฒนาและสังคมสงเคราะห์แก่ราษฎรต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน มีพระราชดำรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” นั้นหมายความว่า ต้องมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่เข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก

มิใช่การนำเอาความเจริญจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความล่มสลายได้

หลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร  ซึ่งสามารถสะท้องให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

 

33….”การสังคมสงเคราะห์” นั้น มีความหมายกว้างขวางมาก กินความถึงการดำเนินการทุกอย่างที่จะช่วงเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ หรือกลุ่มขนที่รวมกันเป็นสังคม เป็นชาติ ผู้ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ให้มีความสุขทั้งทางกายและจิตใจให้ได้ ….”

พระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุมการสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ครั้งที่ 2 26 มีนาคม 2505

34.“…ท่านเป็นผู้ที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎรในท้องที่ของท่านมาอย่างใกล้ชิด ย่อมเข้าถึงจิตใจและความต้องการของเขาเหล่านั้นได้ดีกว่าผู้ที่อยู่ห่างไกล ราษฎรย่อมจะต้องหวังพึ่งท่านเมืองมีความเดือดร้อน  ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึ่งหวังว่าท่านทั้งหลายจะเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ของเขาให้มาก และทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งแก่เขาสมกับที่เขาได้ไว้วางใจเลือกท่านมาเป็นหัวหน้า จงพยายามบำเพ็ญตนให้สมกับตัวอักษร ที่ตราหน้าหมวกเครื่องแบบของท่านที่ว่า “ระงับทุกข์ บำรุงสุข”

พระราชดำรัส พระราชทานในการอบรมกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 สิงหาคม 2505

35. “..การนำความเจริญ การพัฒนาไปสู่ชนบท หมายถึงไปสู่ประชาชนในชนบทนั้น มีเหตุผลหลายประการ เหตุผลใหญ่ที่สุดข้อแรก ก็คือมนุษยธรรม ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมประเทศกับเรา…เหตุผลที่สองที่จะต้องพัฒนาชนบทนั้นคือ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของบ้านเมือง เพื่อความก้าวหน้านอกเหนือจากมนุษยธรรม”

พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะผู้บริหารสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท  ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน วันที่ 13 มิถุนายน 2512

36.“งานพัฒนาบ้านเมืองนั้น ต้องอาศัยบุคคลสองประเภท คือ นักวิชาการกับผู้ปฎิบัติ นักวิชาการเป็นผู้วางโครงการ เป็นผู้นำผู้ชี้ทางเป็นที่ปรึกษาของผู้ปฎิบัติ ส่วนผู้ปฎิบัตินั้น เป็นผู้ลงมือลงแรงกระทำงาน งานจะได้ผลหรือไม่เพียงไร ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่ายนี้ ถ้ามีความเข้าใจและร่วมงานกัน ก็ไม่มีอุปสรรคได้ผลงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถ้าไม่เข้าใจกันก็เกิดอุปสรรคล่าช้า ซึ่งมักปรากฎอยู่เสมอและจำเป็นจะต้องแก้ไข….”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 16 กรกฎาคม 2513

37. “.. ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐานคือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป…….ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จแน่นอนบริบูรณ์……”.

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2517

38 “….ขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain)……….การเสีย คือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุข เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…..”

พระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย   ที่ได้เข้าเฝ้าฯถวายพระพรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง ตามพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโอกาสต่างๆ

39. “ …ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก….มีเงินเดือนเท่าไหร่ จะต้องใช้ภายในเงินเดือน..กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์ มิใช่กู้สำหรับไปเล่น ไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์….”

พระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540

40. “เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่สองอย่าง….จะทำความเจริญให้แก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้……คำว่าพอเพียง มีความหมายว่าพอมีกิน เศรษฐกิจแบบพอเพียง หมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตัวเอง…. คำว่าพอ คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย พอเพียงอาจมีมาก อาจมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น….”

พระราชดำรัส พระราชทานในโอกาสที่คณะบุคคลขอเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2541

41. “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มด้วยซ้ำไป “

พระราชดำรัสจากวารสารชัยพัฒนา ประจำเดือนสิงหาคม 2542

 

โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น มีอยู่มากมายหลากหลายประเภทแตกต่างกันไปตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการทำมาหากินของประชาชนเป็นสำคัญ

โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของการพัฒนาปัจจัยการผลิตต่างๆตามที่ประเทศไทยมีเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักเช่น ดิน น้ำ ที่ทำกิน ทุน และความรู้ด้านเกษตรกรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น

ไม่ว่จะเป็นแนวคิดและทฤษฎีสาขาใดก็ตาม หลักสำคัญของทุกเรื่องก็คือความเรียบง่ายดังที่ได้ทรงใช้คำว่า “Simplify” หรือ “Simplicity” จะต้องเรียบง่ายไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ทั้งในแนวความคิดและด้านเทคนิควิชาการจะต้องสมเหตุสมผล ทำได้รวดเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง ตลอดจนมุ่งไปสู่วิถีแห่ง การพัฒนายั่งยืน (Sustainability) อีกด้วย ตามพระราชดำรัส อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงการฝนหลวง หญ้าแฝก แกล้งดิน น้ำท่วม ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการเกี่ยวกับน้ำ เช่นแก้มลิง อ่างเก็บน้ำ น้ำท่วม น้ำจืด น้ำเปรี้ยว น้ำเค็มฯลฯ อันเป็นผลทำให้การเกษตรกรรมไม่ได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่โดยรอบเขตพรุและที่ใกล้กับเขตดินพรุ เช่น บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและบริเวณลุ่มน้ำบางนรา เป็นต้น อันแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในศาสตร์ของน้ำอย่างแท้จริง

ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) ทรงมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร มองทุกสิ่งเป็นพลวัตที่ทุกมิติเชื่อมต่อกัน ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้น จะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยงดังเช่นกรณีของ “ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานเป็นแนวทางดำเนินชีวิตแก่ปวงชนชาวไทย อันเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพซึ่งพระองค์ทรงมองอย่างเป็นองค์รวม

ตั้งแต่การถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทยประมาณ 10-15ไร่ การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการทำการเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น และหากมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีการจัดการและการตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกได้อย่างครบวงจร นั้นคือแนวทางการดำเนินงานทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 2 และ 3

42. “สิทธิบัตรนี้เป็นของคนไทย คนไทยเป็นคนทำและการทำฝนนี้ได้กุศล ให้ตั้งใจทำ เหมือนกับถวายสังฆทานเพราะการทำฝนนี้ ไม่ได้ทำให้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ”….

พระราชกระแส กับคณะผู้เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายสิทธิบัตรฝนหลวง ณ วังไกลกังวล 21 สิงหาคม 2552

 

43.”พื้นที่นี้มีความเสื่อมโทรม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกรงว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด ให้พัฒนาพื้นที่นี้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านป่าไม้เอนกประสงค์และเกษตรกรรม ให้ราษฎรที่ทำกินอยู่เดิมมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าไม้ ได้ประโยชน์และอาศัยผลผลิตจากป่าไม้โดยไม่ต้องบุกรุกเข้าทำลายป่าอีกต่อไป “

พระราชดำรัสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทีห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ 5 เมษายน 2526

44. “ดินแข็งเป็นดานอย่างนี้ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราปลูกหญ้าแฝกด้วยวิธีการที่เหมาะสม เมื่อฝนตกลงมาความชื้นจะอยู่ในดินบริเวณเรือนรากของหญ้าแฝก ที่ลงรากลึก …..เปรียบเหมือนกับกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิตที่จะหยุดยั้งการพังทลายของดิน ชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า สามารถกักเก็บตะกอนดิน ทำให้เกิดหน้าดินและความชื้นได้ดิน……จะปลูกผักปลูกหญ้าก็ได้และอีกประการหนึ่งรากของหญ้าแฝกแข็งเป็นพิเศษ อาจสามารถเจาะลงไปในดินที่แข็งเป็นดานได้”

พระราชกระแสระหว่างเสด็จฯโครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมี่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2535

45.“ให้กรมชลประทานพิจารณาความเหมาะสมในการจัดทำทำนบดินกั้นน้ำบริเวณถนนตากใบ-สุไหงโกลก และที่เกาะสะท้อนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นระยะเวลาหลายเดือน…..อาจจะแก้ไขได้โดยการขุดลอกแม่น้ำสุไหงโกลกเป็นช่วงๆ ….ขุดคลองระบายน้ำเพื่อช่วยให้น้ำที่ท่วมในฤดูมรสุมมีทางระบายลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น ….”

พระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรที่บ้านปาดังยอ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธวาส 17 กันยายน 2517

46.“1. ให้เร่งระบายน้ำให้ออกสู่ทะเล โดยผ่านแนวคลองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร
2. กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) เพื่อป้องกันการขยายตัวของเมือง และแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำ เมื่อถึงช่วงน้ำหลาก

3. สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชนกรุงเทพมหานคร

4.สร้างสถานที่กักเก็บน้ำตามจุดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยในโครงการป้องกันน้ำท่วม

5. ขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ”

พระราชกระแสแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าเฝ้า ปี 2523

47.”…ทุกปีที่ผ่านมา น้ำลดแล้วก็ลืม ฉะนั้นปีนี้ขอให้เก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้เป็นหลักฐาน ประกอบการแก้ไขในอนาคต ในส่วนพระองค์ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อเป็นสิ่งเปรียบเทียบกับปัญหาในอนาคต”

พระราชดำรัสพระราชทานนายประเสริฐ สมะลาภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานครและผู้ตามเสด็จฯออกตรวจสภาพน้ำท่วมปี 2526

48. “น้ำเป็นสิ่งมีชิวิต จะให้เขาพ้นไปไม่ได้ ต้องหาที่อยู่ให้เขา อยู่ๆ จะปิดกั้นน้ำไม่ให้ไป มันไม่ได้ ผิดธรรมชาติ ต้องหาที่ให้เขาไป”…..

พระราชกระแสย้ำเตือนแก่นายประเสริฐ สมะลาภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับโครงการแก้มลิง

 

 

 

อันนี้ขอใส่ตอนจบ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเป็นประชาธิบไตย และ “ฝรั่ง” สูง กล่าวคือ ท่านไม่ทรงถือพระองค์ว่าถูกตลอด ในการทรงงาน ข้าราชบริพารสามารถแย้งได้ ถ้ามีเหตุผลซึ่งก็จะทรงถกเหตุผลอย่างรอบคอบ ไม่ทรงนำความคิดของพระองค์เป็นใหญ่ ทรงมีพระราชดำรัสอย่างเปิดเผยเรื่องมาตรา 112 ว่า..

69. “มีคนพูดว่าข้าพเจ้าไม่ดี คือพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี ทำอะไรผิดแต่เขาต้องแสดงออกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ผิด ผิดไม่ได้ ซึ่งเป็นตามความจริงตามระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น เดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) เหมือนท่านองคมนตรีชอบพูดว่า ต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่ว่าเวลาเดอะคิงบอกว่า เดอะ คิง แคน ดู โน รอง ก็เป็นสิ่งที่รองแล้ว ผิดแล้ว ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น …….ความจริงเดอะ คิง แคน ดู โน รอง เป็นการดูถูกเดอะคิง อย่างมาก….

……..เรื่องที่มี แล้วเค้าก็บอกในหนังสือพิมพ์ในวิทยุในโทรทัศน์ บอกว่าที่เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ เราก็บอกอย่าวิจารณ์ จริงๆ อยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรก็ต้องรู้ว่าเค้าเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูดก็หาว่าทำดีแล้ว ……ขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด  ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด ให้ขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน ฉะนั้นก็ที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอก เป็นเรื่องขอให้เขารู้ว่าวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกก็ไม่ว่า แต่ถ้าวิจารณ์ผิด ไม่ดี แต่เมื่อบอกว่าไม่ให้วิจารณ์ ละเมิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ลงท้ายพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก……..อย่างคนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์แล้วก็ถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และมีแปลกๆ คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้องให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายเขาสอน สอนนายกฯ บอกว่า ต้องฟ้องต้องลงโทษ ก็ขอสอนนายกฯใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน……….

พระราชดำรัส เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2548

———————————————–

อ้างอิง

“ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” พระราชนิพนธ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ร้อยเรื่องเล่า :  เกร็ดการทรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะทำงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ พ.ศ.2527

http://www.cca.chula.ac.th/protocol/organizations-individuals.html?start=2

http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/porpeing/porpeing.html

http://www.rdpb.go.th/RDPB/front/king.aspx?p=69

Share via email