บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความทั่วไป

Share via email

๑.๑ ความทั่วไป

สถาบันพระมหากษัตริย์ กับชนชาวไทยมีความผูกพันกันมายาวนานแม้รูปแบบความสัมพันธ์จะมีความแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ พระราชภาระหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ไทยที่สืบทอดต่อกันมาในการดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์เป็นสำคัญนั้น เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความรู้สึกยอมรับในการมีองค์ประมุขเป็นผู้ดูแลคนไทยมาตลอด ทำให้ความจงรักภักดีต่อสถาบันเกิดขึ้น สืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

ในอดีตทุกอาณาจักรแว่นแคว้นทุกภูมิภาคทั่วโลก มีผู้นำการปกครองสูงสุดเป็นเจ้าเมือง เจ้าผู้ครองนคร หรือกษัตริย์ ซึ่งในแต่ละอาณาจักร แม้ผู้นำสูงสุดจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงใด  แต่ก็ต้องมีหลักการปกครองชาติและประชาชนอย่าง “ไว้ใจ” ได้รับความ “เคารพ-ศรัทธา” จากกลุ่มชนภายใต้การปกครองจึงจะสามารถรักษาสถานะ “ผู้นำ” ซึ่งสร้าง “ความมั่นคง” ของอาณาจักรตนไว้ได้อย่างเข้มแข็ง

วิวัฒนาการของกลุ่มชนชาติ อาณาจักร แว่นแคว้นต่างๆ ได้ถูกปรับเปลี่ยนสถานะของ “ผู้นำสูงสุด” เมื่อเกิดพัฒนาการด้านหลักคิดของการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละพื้นที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ราชอาณาจักร” ไปเป็นประเทศที่ปกครองหลากหลาย เช่น เครือจักรภพ สาธารณรัฐ สหพันธรัฐ ฯลฯ ซึ่งมี “สถาบันประมุข” ที่แตกต่างกันไปมากน้อย ทั้งนี้ ขึ้นกับพัฒนาการของวิถีชีวิตวัฒนธรรมด้านการปกครองของชนในแต่ละชาติ ซึ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งในรูปแบบที่รุนแรงหรือราบรื่นแตกต่างกันไปเช่นกัน

สำหรับราชอาณาจักรไทยหรือประเทศไทย มีพัฒนาการด้านการปกครองสืบเนื่องยาวนานที่มีการบันทึกไว้นับแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีผู้นำการปกครองสูงสุดเป็น “พ่อขุน” โดยมีหลักปกครองเสมือนหัวหน้าครอบครัวและเสริมสร้างหลักปกครองผ่านความเชื่อทางศาสนา มีหลักอุดมคติที่ธำรงความเป็นนักปกครองที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนจนพัฒนาผ่านสมัยอยุธยา ซึ่งมีการสถาปนาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการนำด้านการปกครองและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน  ตลอดจนการสู้รบเพื่อปกป้องเอกราชของอาณาจักรอย่างชัดเจน

เมื่อสังคมโลกมีความเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรุกราน  ล่าเมืองขึ้นที่กว้างไกลขึ้น เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พัฒนาการของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ราชวงศ์จักรี  ซึ่งได้มีการพิสูจน์ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ที่สืบต่อมาแต่ละรัชกาล มีความรอบรู้ทันเหตุการณ์บ้านเมืองช่วยให้สามารถพิทักษ์รักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคจวบจนถึงปัจจุบันที่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันประมุข ซึ่งฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของปวงชนชาวไทยตลอดมาแต่ครั้งโบราณ ซึ่งมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตราบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปีพ.ศ. ๒๔๗๕  มาเป็นประชาธิปไตย ราชอาณาจักรสยามก็ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นหลักแห่งความมั่นคงของชาติ ภายใต้ความศรัทธายึดถือของประชาชนคนไทยประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ในระยะนั้น จะมีทฤษฏีการเมืองที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสถาบันประมุขในต่างประเทศในช่วง ๑๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา แต่ประชาชนคนไทยก็ยังให้ความศรัทธาเทิดทูนพระมหากษัตริย์เสมือนประมุขที่เป็นมิ่งขวัญแห่งการดำเนินชีวิตและยังคงพิทักษ์รักษาไว้เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในทุกภูมิภาคของโลกมาอย่างไม่เสื่อมคลาย

ดังพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า

“…หลังจากที่รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต รัฐสภาจึงอัญเชิญ รัชกาลที่ ๙ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยต่อไป ด้วยพระชนม์พรรษาเพียง ๑๘ พรรษา รัชกาลที่ ๙ พระอนุชาของรัชกาลที่ ๘ นั้นก็ทรงประทับอยู่ต่างประเทศ ก่อนจะเสด็จนิวัติประเทศไทยบ้าง โดยเสด็จมากับรัชกาลที่ ๘ ฉะนั้น คนไทยกับรัชกาลที่ ๙ เมื่อทรงครองราชย์นั้น ก็ไม่ได้รู้จักใกล้ชิดพระองค์มาก่อน แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระเชษฐาแล้ว ประชาชนคนไทยก็พร้อมที่จะจงรักภักดีต่อองค์ประมุข เหมือนอย่างที่เคยจงรักภักดีกับพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ จะเห็นได้จาก เมื่อรัชกาลที่ ๙ ทรงจะเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ มีคนไทยมาส่งเสด็จกันมากมายเหลือคณานับ

วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ – เราจะต้องจากไปในวันพรุ่งนี้แล้ว!   อะไร ๆ ก็จัดเสร็จหมดหมายกำหนดการก็มีอยู่พร้อม…บ่ายวันนั้นเราไปถวายบังคมลาพระบรมอัฐิของพระบรมราชบุพการีของเราทั้งสมเด็จพระมหากษัตริย์ และสมเด็พระบรมราชินี ในรัชกาลก่อนๆแล้วก็ไปถวายบังคมลาพระบรมศพ เราต้องทูลลาให้เสร็จในวันนี้และไม่ใช่พรุ่งนี้ตามที่ได้กะไว้แต่เดิมเพื่อจะรีบไม่ให้ชักช้าเพราะพรุ่งนี้จะได้มีเวลาแล่นรถช้าๆ ให้ราษฎรเห็นหน้ากันโดยทั่วถึง

เมื่อออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมายังพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ผู้คนอะไรช่างมากมายเช่นนั้น! เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่าจะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ ตอบเขาว่า “ให้เข้ามาซิ” เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน เป็นวันของเขาจะไปห้ามเสียกระไรได้และยิ่งกว่านั้นยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วยข้าพเจ้าก็อยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก…วันนี้พวกทหารรักษาการณ์กันอย่างเต็มที่ เพื่อกันทางไว้ให้รถแล่นได้สะดวกไม่เหมือนอย่างวันที่๑๕สิงหาคม ที่ผ่านมา ช้าเกินไป…

วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ – วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว … พอถึงเวลาก็ลงจากรถพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่าง แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมากตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆที่ถนนราชดำเนินกลางราษฎรเข้ามาใกล้ชิดรถที่เรานั่งกลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้างรถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้างตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียง ใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาส่งไปว่า  ถ้าประชาชนไม่ “ทิ้ง” ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ “ละทิ้ง”อย่างไรได้แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว

เมื่อมาถึงดอนเมือง เห็นนิสิตมหาวิทยาลัยผู้จงใจมาเพื่อส่งเราให้ถึงที่ ได้รับของที่ระลึกเป็นรูปเครื่องหมายของมหาวิทยาลัย ๑๑.๔๕ นาฬิกาแล้ว มีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวที่สโมสรนายทหารต่อจากนั้นไปขึ้นเครื่องบิน เดินฝ่าฝูงคนซึ่งเฝ้าดูเราจนวาระสุดท้ายเมื่อขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินแล้วก็ยังมองเห็นเหล่าราษฎรได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องอวยชัยให้พรแต่เมื่อคนประจำเครื่องบินเริ่มเดินเครื่องทีละเครื่อง ๆ เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงโห่ร้องก้องกังวานของประชาชนที่ดังอยู่หมดพอถึง ๑๒ นาฬิกา เราก็ออกเดินทาง มาบินวนอยู่เหนือพระนครสามรอบยังมองเห็นประชาชนแหงนดูเครื่องบินทั่วทุกสายในพระนคร”

พระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันของรัชกาลที่ ๙ และยังแสดงความจงรักภักดีอย่างที่สุดของประชาชนคนไทยที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์  พระมหากษัตริย์ของไทยไม่ได้เป็นเพียงแต่เป็นองค์ประมุขตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่สำหรับคนไทยแล้วองค์พระมหากษัตริย์ คือ หัวใจของคนไทยทุกคน เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นศูนย์กลาของคนไทยมาตั้งแต่อดีต ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

องค์พระมหากษัตริย์ของไทยก็ทรงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อในการเป็นราชามาแต่โบราณ ทรงต้องประพฤติตั้งมั่นอยู่ในราชธรรมเสมอ พร้อมรับ พระราชภาระอันยิ่งใหญ่ในการดูแลอาณาประชาราษฎร์ให้เป็นสุขสืบมา ความรู้สึกที่มีต่อกันจากทั้งสองฝ่ายนี้ จึงเป็นความรู้สึกรัก และจงรักภักดี ผูกพันแนบแน่นกันระหว่างคนไทยและพระมหากษัตริย์ที่ อาณาจักรใดที่ไม่เคยปกครองโดยพระราชาที่ทรงเป็นธรรมราชามาก่อน จะไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนี้ของคนไทยได้

จวบจนถึงปัจจุบันที่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันประมุขอันเป็นหลักแห่งความมั่นคงของชาติ ภายใต้ความศรัทธายึดถือของประชาชนคนไทย  ทุกหมู่เหล่า ซึ่งฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของปวงชนชาวไทยตลอดมาแต่ครั้งโบราณ ซึ่งมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตราบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มาเป็นประชาธิปไตยก็ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ในระยะนั้น จะมีทฤษฏีการเมืองที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสถาบันประมุขในต่างประเทศในช่วง ๑๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา แต่ประชาชนคนไทยก็ยังให้ความศรัทธาเทิดทูนพระมหากษัตริย์เสมือนประมุขที่เป็นมิ่งขวัญแห่งการดำเนินชีวิตและยังคงพิทักษ์รักษาไว้เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในทุกภูมิภาคของโลกมาอย่างไม่เสื่อมคลาย

ดังนั้น ในการศึกษาแนวทางเพื่อร่วมกันพิทักษ์ธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป จึงครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

๑.  ความหมายและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของชาติ (หรือประมุขของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ)

๒.  ความสำคัญของสถาบันประมุขกับกลไกการปกครอง และการบริหารประเทศ

๓.  หลักปกครองประเทศที่สำคัญของสถาบันประมุข

-  หลักปกครองที่เป็นธรรม

-  ประชาชนมีศีลธรรม

-  อำนาจการปกครองที่เป็นธรรม ยุติธรรม และเป็นประชาธิปไตย

-  การธำรงรักษาอำนาจอธิปไตย

-  การปกครองประเทศ

- การบริหารประเทศในบริบทสังคมโลกาภิวัตน์

๔.  สถาบันพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีกับความอยู่รอดปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยในปัจจุบัน

 

๑.๒ ความหมายและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของชาติ

๑.๒.๑  ความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์

                        ประเทศไทยเป็นประชาชาติหนึ่งในสากลโลก ที่ดำรงความเป็นพระราชอาณาจักรมีประเพณีการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญอยู่คู่กับราชอาณาจักรไทยมานับแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์ชาติไทย ในปี พ.ศ. ๑๗๘๑ ตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัย ผ่านยุคกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ตามลำดับตราบถึงปัจจุบัน

คำว่า “พระมหากษัตริย์” หมายถึง “นักรบผู้ยิ่งใหญ่” โดยทั่วไปจะใช้คำว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” หมายถึง “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดิน” ในภาษาสันสกฤต “กษัตริย”หมายถึง “ผู้ป้องกันหรือนักรบ” และยังมีคำเรียก “พระมหากษัตริย์” ในคำอื่นๆ อีกเช่น “จักรพรรดิ” หมายถึง “ผู้ปกครองที่ปวงชนพึงพอใจ และเป็นผู้มีคุณธรรมสูง “ธรรมราชา” หมายถึง ผู้รักษาและปฏิบัติธรรมทั้งเป็นต้นเหตุแห่งความยุติธรรมทั้งปวง “พระเจ้าอยู่หัว” หมายถึง ผู้ปกครองที่เปรียบเสมือนพ่อ ผู้อยู่เหนือเกล้าเหนือชีวิต ซึ่งชนชาวไทยมีความจงรักภักดีชั่วกาลนาน”

                        ๑.๒.๒ ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

นานาประเทศไม่ว่าจะมีการปกครองในรูปแบบใด ต่างก็ยอมรับว่า “ประมุขของรัฐ” มีฐานะเป็น “สถาบัน” เป็น “ผู้แทนรัฐ หรือ ประเทศ” แตกต่างจากบุคคลทั่วไปในประเทศนั้น ทุกประเทศจึงมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เอกสิทธิ และคุ้มครองสถานะของ “ประมุขของรัฐ” ในอดีตความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ค่อย ๆ หายไปจาก แต่ละประเทศ ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ค่อย ๆ ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมน้อยลง แต่ก็ยังคงมีบทบัญญัติของกฎหมายให้ความคุ้มครอง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในฐานะ “ประมุขของรัฐ”อยู่แม้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกา สหพันธรัฐเยอรมัน แม้นจะมีสามัญชนเป็นประธานาธิบดี ก็ยังมีกฎหมายบทลงโทษ ในการกระทำความผิดต่อผู้นำสูงสุดของประเทศ ด้วยเหตุผลว่าการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อความมั่นคงของประเทศมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวผู้นำ

“สถาบันพระมหากษัตริย์” มีความสำคัญคู่กับสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า ๗๐๐ ปี พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ ทรงมีพระราชคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย  ทรงเป็นสัญลักษณ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของความรัก ความสามัคคีของคนทั้งชาติทรงดำรงฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็ได้คงไว้ซึ่งบทบัญญัติหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยให้มีผลใช้บังคับเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งในหมวด ๒ มาตรา ๘  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังได้แสดงเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดแจ้งว่ายังคงยึดมั่นในหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านบทบัญญัติในมาตรา ๓ ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ย่อมประจักษ์ชัดแล้วว่า“สถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นสถาบันที่มีความสำคัญอย่างที่สุดต่อประเทศไทยในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นเอกลักษณ์ของชาติในเชิงความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับชนชาวไทย รวมทั้งเป็นสถาบันทางกฎหมายที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นอย่างต่อเนื่องยาวนานสืบมาจนถึงปัจจุบัน


บทพระราชนิพนธ์ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์

           รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ส่วนที่ ๒. หน้า ๑.

Share via email

You may also like...